วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569

ตราบนานเท่านาน

            “ตอนนั้นผมหวังว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะเปลี่ยนแปลงโลกได้”

หลายร้อยปีก่อนหน้านั้น...

ลึกลงไปใต้ดินจนถึงชั้นดินแข็ง มีช่องว่างขนาดใหญ่ที่ถูกขุดเจาะและเสริมโครงสร้างเหล็กรับแรงจนกลายเป็นห้องพักอาศัย ส่วนพื้น ผนัง และเพดานถูกฉาบไว้ด้วยคอนกรีตต่อเนื่องกันไปหลายร้อยห้อง แบ่งเป็นโซนพักอาศัย ทำงาน และกิจกรรม ไฟแสงสว่างแบบแอลอีดีทำหน้าที่แทนแสงอาทิตย์และแสงจันทร์ในธรรมชาติ ทำให้ผู้อยู่อาศัยผ่อนคลาย มีระบบควบคุมการระบายอากาศส่งผ่านท่อเล็ก ๆ ทุกห้องตลอดแนวทางเดิน โดยรับพลังงานมาจากโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์ที่อยู่บนผิวดิน

คนที่ลงมาอาศัยอยู่ที่นี่คือกลุ่มวิศวกร นักออกแบบ และนักวิทยาศาสตร์หลายแขนงที่เป็นผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ซึ่งได้ร่วมกันสร้างชุมชนใต้ดินแห่งนี้ขึ้นมา เพื่อหลีกหนีจากสภาพอุณหภูมิพื้นผิวโลกที่สูงจนทำให้อวัยวะภายในล้มเหลวและฝุ่นพิษหนาแน่นเกินกว่าที่จะหายใจได้ ด้วยหวังว่าวันหนึ่งข้างหน้าพวกเขาจะสามารถหาทางฟื้นฟูโลกให้กลับมาสมบูรณ์อย่างในอดีต


ผมไม่เคยเห็นโลกสวยงามอย่างที่พวกเค้าว่า แต่พ่อแม่ผมแม้จะอายุน้อยที่สุดในชุมชนนี้พวกท่านก็ยังทันได้เห็นความงดงามของธรรมชาติก่อนที่จะลงมาอยู่ใต้ดิน พวกท่านมักเล่าให้ฟังบ่อย ๆ เวลาอารมณ์ดีและมีความหวังถึงความงามของโลกด้านบน ผมเคยเห็นโลกสีเขียวเหล่านั้นผ่านจอเซิร์ฟเวอร์เก่า ๆ ของชุมชน เหมือนกำลังดูความทรงจำของดาวเคราะห์อีกดวงหนึ่ง เพราะตลอดชีวิตสิบห้าปีของผม ภาพโลกด้านบนที่มองผ่านกล้องที่ติดตั้งไว้มีแต่ฝุ่นควันมลพิษจนเห็นเป็นสีเทาไปทุกพื้นที่ ผมคิดว่าพวกผู้ใหญ่น่าจะแต่งเรื่องมาหลอกเด็ก ๆ อย่างพวกผม

ใช่ ยังมีเด็กอีกคนที่เกิดที่นี่ก่อนผมสองเดือนเราต่างเป็นเด็กรุ่นสุดท้าย คนที่ทำให้ผมยอมเชื่อว่าท้องฟ้าเคยสว่างสดใสมาก่อน เธอชื่อ “ผืนฟ้า” ท้องฟ้าเพียงผืนเดียวของ “แผ่นดิน” อย่างผม

“ดินคุยกับใครเหรอ” ฟ้าชะโงกหน้าเข้ามาถามผมจากทางด้านหลัง

“ดินอัดเสียงทำบันทึกประจำวันน่ะ” ผมรีบตอบและวางเครื่องบันทึกเสียงขนาดเล็กลงบนโต๊ะ ไม่รู้ว่าฟ้าจะได้ยินที่ผมพูดเมื่อกี้มั้ย

“อ๋อ ฟ้ามากวนรึเปล่าเนี่ย”

“ไม่หรอก ดินไม่ได้ทำอะไรอยู่แล้ว”

“งั้นก็ดีเลย ฟ้ามีเรื่องให้ช่วย”

“ได้เลย”

“รู้เหรอว่าฟ้าจะให้ช่วยอะไร”

“ไม่รู้ แต่ไม่ว่าฟ้าขอเรื่องอะไร ดินก็ช่วยอยู่ดีแหละ” พอผมพูดจบ ฟ้าก็ยิ้มหวานจนห้องสว่างขึ้น 30%

“ฟ้าอยากสร้างไบโอคอมพิวเตอร์ ลองทำมาหลายครั้งก็ไม่ได้สักที ดินช่วยฟ้าหน่อยสิ”

“ไบโอคอมพิวเตอร์เหรอ อืม! ได้สิ แต่น่าจะต้องใช้เวลาพอสมควรเลยนะ” ผมคิดถึงกระบวนการผลิตทั้งหมดแบบเร็ว ๆ ก่อนที่จะตอบรับไป จากนั้นฟ้าก็ดึงมือผมขึ้นไปกุมไว้แล้วพูดขอบคุณด้วยรอยยิ้มที่สว่างสดใสจนผมตาพร่าไปหมด

เราสองคนโตมาด้วยกันตั้งแต่เล็ก สาวน้อยแสนซนที่รื้องัดอุปกรณ์ทุกอย่างตั้งแต่เด็ก เรียนรู้และเติบโตมาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยพ่อแม่ของเธอต่อยอดองค์ความรู้สร้างหุ่นยนต์ออโตเมชั่นไว้ช่วยงานทั้งใต้ดินและบนพื้นดิน ความอัจฉริยะของเธอเกิดขึ้นโดยตั้งใจ จริง ๆ แล้วก็รวมผมด้วย เพราะพวกเรากำเนิดมาจากตัวอ่อนที่ดีที่สุดที่พ่อแม่นักวิทยาศาสตร์ของพวกเราคัดเลือกมา เพียงแต่ความอัจฉริยะของผมอาจไม่ค่อยแสดงออกสักเท่าไร เพราะผมชอบใช้เวลาอยู่กับสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ในห้องแล็บมากกว่า

ตอนเป็นเด็กผมสงสัยว่าผักที่กินทำไมถึงไม่อร่อย จึงเริ่มปรับปรุงพันธุกรรมมันเพื่อเปลี่ยนรสชาติ พวกเราปลูกผักแบบไฮโดรโปนิกส์อยู่แล้วจึงทดลองได้ง่าย ที่นี่เราใช้น้ำที่ผ่านกระบวนการรีเวอร์สออสโมซิสที่เหมาะสำหรับดื่ม แต่ไม่มีสารอาหาร พอผมปรับแต่งพันธุกรรมแล้วปรับสารอาหารในน้ำ ผักพวกนี้ก็โตไวและอร่อยขึ้น เพื่อเพิ่มความเพลิดเพลินในมื้ออาหารของผมเอง เพราะแม่ชอบบังคับให้ผมกินผักทั้ง ๆ ที่มันไม่อร่อย หลังจากนั้นผมก็ไม่ได้ทำอะไรมากนัก ส่วนใหญ่จะคอยช่วยสนับสนุนความต้องการของฟ้ามากกว่า เพราะฟ้ามีเป้าหมายที่ชัดเจนกว่าผม

ในวันเกิดครบสิบสองปีของฟ้า หลังจากทานข้าวกับครอบครัวเสร็จ ผมยื่นกระถางดอกไม้ที่ปรับปรุงพันธุกรรมแล้วให้ฟ้า ทั้งห้าดอกมีสีไม่ซ้ำกันเลยในต้นเดียว

“ว้าว! สวยจังเลย” ฟ้าตื่นเต้นดีใจมาก

“ดินทำมาเพื่อฟ้าโดยเฉพาะเลยนะ หลังจากนี้ถ้ามีอะไรที่ฟ้าอยากได้ บอกดินได้เลย ดินจะจัดการให้เอง”

ฟ้าชื่นชมความแปลกตาของดอกไม้สักพักแล้วก็พูดขึ้นว่า

“ฟ้าอยากขึ้นไปด้านบน แม่บอกว่าชื่อฟ้ามาจากท้องฟ้าสีน้ำเงินสดใส ที่มองเมื่อไรก็จะมีความหวังเสมอ ฟ้าอยากเห็นท้องฟ้านั้นด้วยตาของตัวเองสักครั้ง” ฟ้าเหมือนพูดบอกความในใจของตัวเองออกมาเฉย ๆ แต่นั่นกลับกลายมาเป็นเป้าหมายของผมโดยไม่รู้ตัว

ฟ้ากับครอบครัวใช้ความรู้พัฒนาเครื่องจักร หุ่นยนต์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้พวกเราใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ได้ แม้จะพยายามใช้องค์ความรู้เหล่านี้เพื่อเปลี่ยนสภาพแวดล้อมของโลกด้านบนแต่ก็ยังทำไม่สำเร็จ ทุกครั้งที่จะมีใครขึ้นไปด้านบนจะต้องใส่ชุดปรับอุณหภูมิและป้องกันรังสีตลอดทั้งตัว ถ้าขึ้นไปแบบตัวเปล่าแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็ตาย เพราะอากาศพิษและความร้อนจะทำลายการทำงานของอวัยวะภายในร่างกาย

ผมอยากทำให้ความฝันของฟ้าเป็นจริง ถ้าในสารคดีไม่หลอกผมและท้องฟ้าด้านบนเคยเป็นสีน้ำเงินจริง ๆ ผมเชื่อว่าสิ่งที่จะทำให้โลกกลับไปเป็นแบบนั้นได้อีกครั้งคือ ‘ต้นไม้’

หลังจากวันเกิดอายุสิบสองของฟ้า ผมเริ่มศึกษาด้านพันธุศาสตร์และชีววิทยาเซลล์จากพ่อแม่ผมอย่างจริงจัง เพื่อจะสร้างต้นไม้ที่ทำหน้าที่ฟอกอากาศให้กับโลกที่โหดร้ายนี้ ตลอดสามปีที่ผ่านมาการทดลองในห้องแล็บมีความคืบหน้าไม่น้อย ต้นที่มีโอกาสรอดสูงผมจะขอให้พ่อส่งขึ้นไปปลูกบนแปลงทดลองด้านบน แม้จะยังไม่มีต้นไหนที่รอดชีวิตในสภาพแวดล้อมนั้นได้จริง ๆ แต่ข้อมูลที่ได้มาก็เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสายพันธุ์ ผมคิดว่าในวันเกิดอายุสิบหกปีของฟ้าจะส่งมอบต้นไม้ที่สมบูรณ์ให้ได้ ถึงจะโดนงานแทรกเรื่องสร้างไบโอคอมพิวเตอร์ให้ฟ้าก่อนก็ตาม

ฟ้าอยากให้ผมนำเซลล์ประสาทที่เพาะจากสเต็มเซลล์ของฟ้ามาเลี้ยงบนแผงไมโครอิเล็กโทรดที่สามารถอ่านสัญญาณไฟฟ้าระดับมิลลิโวลต์ได้ การกระตุ้นซ้ำ ๆ ทำให้เครือข่ายประสาทค่อย ๆ เรียนรู้เหมือนสมองจริง เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างโลกชีวภาพกับโลกดิจิทัล และสามารถพัฒนาเป็นไบโอโลจิคอลเอไอ ที่กินไฟน้อยเท่ากับสมอง แต่มีความสามารถเทียบเท่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ เพราะเอไอที่เราใช้อยู่ตอนนี้กินพลังงานกว่า 70% ของที่เราผลิตได้ แค่การคำนวณพันธุกรรมพืชเพื่อให้เติบโตได้ในสภาพแวดล้อมของโลกที่ผมทำอยู่ตอนนี้ก็ใช้เอไอกว่าร้อยตัวในการจำลองสถานการณ์เพื่อย่นระยะเวลาเป็นพันปีให้ได้ข้อมูลที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง แต่ส่วนที่ผมเชื่อว่าเป็นความต้องการของฟ้าจริง ๆ คือไบโอโลจิคอลเอไอที่สามารถหาวิธีรักษาโรคที่คร่าชีวิตคนในชุมชมใต้ดินแห่งนี้มาตลอดก็เป็นได้

เมื่อปีที่แล้วศาสตราจารย์อเนก นักฟิสิกส์สารกึ่งตัวนำที่เป็นลุงและอาจารย์อีกคนของฟ้าได้เสียชิวิตด้วยโรคระบบทางเดินหายใจอันเป็นสาเหตุการตายหลักของคนในชุมชนใต้ดิน หมอหรือนักวิทยาศาสตร์ที่เก่งที่สุดในด้านนี้ก็ไม่สามารถหาวิธีรักษาได้ เรื่องนี้ทำให้ฟ้าเสียใจมากถึงกับซึมไปเป็นเดือน แม้ที่ผ่านมาคนในชุมชนจะเสียชีวิตด้วยอาการนี้เกือบทุกเดือน แต่ก็เป็นคนที่พวกเราไม่ค่อยคุ้นเคย ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เป็นความตายของคนที่ฟ้าผูกพันด้วยจริง ๆ

หลังจากนั้นฟ้าก็หันมาให้ความสนใจในการรักษาโรคนี้ ด้วยการสร้างเครื่องตรวจสุขภาพที่จะบอกภาวะของโรคนี้ได้ก่อนแสดงอาการ และพยายามให้ทุกคนมาทดสอบ แต่ผลกลับไม่เป็นอย่างที่พวกเราคาด ไม่ใช่ว่าเครื่องไม่ดีทำงานไม่ได้ แต่ผู้ใหญ่ไม่ได้มองความตายอย่างที่ผมกับฟ้ามอง พวกเขามองความตายเป็นการหวนคืนสู่ธรรมชาติเหมือนการกลับบ้าน ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวหรือน่าเสียดายอะไร ผมกับฟ้าก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเราถึงไม่ใช้ความรู้ที่มีเพื่อแก้ไขมัน

“ดินไปกินข้าวได้แล้ว ขยันอัดเสียงบันทึกประจำวันจังเลย” ฟ้ามาตามผมในห้องแล็บ พอเห็นผมทุ่มเทพัฒนาไบโอคอมพิวเตอร์ให้ฟ้าจนไม่เป็นอันกินอันนอนก็เลยรู้สึกเสียใจนิดหน่อย

“ฟ้ารู้สึกผิดเลยเนี่ย ที่ทำให้ดินต้องขลุกอยู่ในนี้ทั้งวัน” ฟ้าพูดสีหน้าหงอย

“พอทำแล้วมันก็ติดพันน่ะ สนุกดี” ผมอยากให้ฟ้าสบายใจขึ้น เพราะผมสนุกจริง ๆ

“ฟ้ายังรอได้นะ ดินไม่ต้องเร่งมากก็ได้”

“ใกล้ใช้งานได้จริงแล้ว ขอทดสอบเต็มระบบอีกสักครั้งก็จะส่งให้ฟ้าละ” ผมวางเครื่องมือแล้วลุกจากโต๊ะมาหาฟ้าที่ยืนรออยู่

“ขอบคุณจ๊ะ เชื่อใจได้จริง ๆ เลยดินเนี่ย” จากนั้นฟ้าก็จูงมือผมไปกินข้าว

สัปดาห์ถัดมาผมก็ส่งมอบไบโอคอมพิวเตอร์ให้ฟ้า แล้วก็กลับมาพัฒนาต้นกล้าสำหรับฟอกอากาศให้โลก ครั้งนี้ผมคิดว่าจะต้องสำเร็จแน่ ๆ เพราะรุ่นก่อนหน้านี้ก็สามารถสังเคราะห์แสงในสภาพแสงน้อยได้แล้ว แต่ตายเสียก่อนเพราะทนความร้อนไม่ได้ จึงเหลือแค่เพิ่มความสามารถในการทนความร้อนเท่านั้น ส่วนฟ้าก็เป็นไปตามที่ผมคาดคือเอาไบโอคอมพิวเตอร์ไปพัฒนาเป็นไบโอโลจิคอลเอไอจริง ๆ เลยกลายเป็นว่าเราทั้งสองคนต่างซุ่มพัฒนาผลงานของตัวเอง อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันเกิดสิบหกปีของฟ้าแล้ว ถ้าต้นที่ผมเอาขึ้นไปปลูกครั้งนี้อยู่รอดจนถึงวันนั้นได้ก็ถือว่าสำเร็จ และนั่นจะเป็นของขวัญวันเกิดที่ฟ้าประทับใจแน่นอน ถึงจะยังทำให้ท้องฟ้าเป็นสีน้ำเงินสดใสไม่ได้ในวันนี้ แต่ก็เข้าใกล้ความจริงไปอีกหนึ่งก้าวแล้ว ผมอดใจรอที่จะเซอร์ไพรส์ฟ้าในวันเกิดไม่ไหวแล้ว แต่พอวันนั้นมาถึงกลับเป็นผมที่ต้องเสียใจอย่างที่สุด

ฟ้าจากไปก่อนวันเกิดครบสิบหกปีเพียงหนึ่งวัน พิธีศพคือการส่งร่างกายที่ฉีดจุลินทรีย์พิเศษเพื่อเร่งการย่อยสลายเข้าไปในศพแล้วส่งผ่านท่อเข้าไปในชั้นดินอ่อนด้านบน ปล่อยให้ร่างกายเน่าสลายเพื่อส่งคืนธาตุอาหารหลักอย่างไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมกลับสู่ดิน ที่ผู้ใหญ่ในชุมชนเชื่อว่าเป็นการกลับคืนสู่ธรรมชาติและเป็นสารอาหารช่วยฟื้นฟูโลก แต่ผมไม่เห็นด้วย ทำไมเราถึงไม่เอาความรู้ที่มีมารักษาชีวิตพวกเราไว้ละ

ผมแทบให้อภัยตัวเองไม่ได้ ทำไมผมถึงไม่สังเกต ฟ้าต้องรู้อาการของตัวเองอยู่ก่อนแล้วเพราะฟ้ามีเครื่องทดสอบ ถึงให้ผมมาช่วยสร้างไบโอคอมพิวเตอร์ ถ้าผมรู้ก่อนหน้านี้จะต้องแก้ไขมันได้ แล้วเรื่องนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น แต่ผมกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว ผมทำได้แค่นอนร้องไห้ด้วยใจสลาย ไร้เรี่ยวแรงที่จะเข้าร่วมพิธีศพ แสงหนึ่งเดียวของผมดับไปแล้ว ที่นี่มืดสนิท จนหยาดน้ำตาสุดท้ายไหลออกมาผมถึงได้ยินเสียงลมหายใจตัวเอง ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหนแล้วจนวันที่พ่อผมเปิดประตูเข้ามาบอกข่าวเศร้าอีกเรื่องว่าพ่อแม่ของฟ้าขึ้นไปบนพื้นโลกโดยไม่ใส่ชุดป้องกันแล้วไม่กลับลงมาอีกเลย ผมถึงรู้แน่ชัดว่านี่คือความจริง ไม่ใช่แค่ฝันร้าย

 ความจริงที่ชีวิตนี้จะไม่มีฟ้าอีกแล้วมันหนักหนาเกินไปสำหรับผม แต่กับพ่อแม่ของฟ้าคงหนักยิ่งกว่า พวกท่านเป็นเพื่อนสนิทกับพ่อแม่ผมและเปรียบเสมือนพ่อแม่ของผมด้วยเช่นกัน ฟ้ากับผมเติบโตมาด้วยกันถูกเลี้ยงดูและให้ความรู้โดยพ่อแม่เราทั้งสี่คน การจากไปของฟ้าเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดในชุมชนใต้ดินส่งผลต่อผู้ใหญ่ท่านอื่น ๆ ด้วย พ่อแม่ของผมก็เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ราวกับว่าความหวังของชุมชนนี้ได้หายไปด้วย แสงไฟอาจสว่างดังเดิมแต่ความรู้สึกกลับมืดมน

ในที่สุด ผมพาร่างกายที่โรยแรงมาที่ห้องของฟ้า ห้องยังจัดไว้เป็นระเบียบเหมือนตอนที่ฟ้าอยู่ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นโต๊ะประดิษฐ์และประกอบกลไกอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ติดผนังเป็นเตียงนอนขนาดพอดีตัวสะอาดเรียบร้อยสมกับฟ้า พวกเราเคยนอนด้วยกันตั้งแต่เล็ก แต่พอเริ่มโตฟ้าก็ไม่ให้ผมมานอนด้วยแล้ว ถัดมาเป็นโต๊ะนั่งคิดงาน ฟ้าชอบจดบันทึกและเขียนแบบร่างที่โต๊ะนี้ ฟ้ามักจะเปิดวิดีโอทุ่งหญ้าสีเขียวและท้องฟ้าสีน้ำเงินบนจอที่ผนัง พร้อม ๆ กับนั่งทำงานไปด้วย แต่เวลาเหล่านั้นจะไม่มีอีกแล้ว ความว่างเปล่าเงียบงันในพื้นที่แห่งความทรงจำของสองเรา ทำให้ผมได้รู้ตอนนี้เองว่าแท้จริงแล้วผืนฟ้าและแผ่นดินคือสิ่งที่ไม่มีวันบรรจบกันตลอดกาล

“ฟ้า...” ผมเปล่งเสียงที่ตีบตันในลำคอออกมาอย่างยากเย็น เหมือนมีก้อนอะไรจุกอยู่ในอก แล้วน้ำตาก็พรั่งพรูออกมา

“จ๊ะดิน” เสียงฟ้าตอบกลับมา ผมใจหายวาบ ขนทั่วตัวลุกเกรียว ฝ่ามือเย็นเฉียบมีเหงื่อผุดออกมา บรรยากาศในห้องหนาวสะท้าน ผมตั้งสติกลั้นใจลองเรียกชื่อฟ้าอีกครั้ง

“ฟ้าจริง ๆ เหรอ”

“ใช่จ๊ะ ดิน นี่ฟ้าเอง” เสียงฟ้าตอบกลับมาอย่างแจ่มชัด

“ฟ้าอยู่ไหน” ผมถาม

“ฟ้าอยู่ในไบโอคอมพิวเตอร์ตรงหน้าดินนี่ไง” ผมหันไปมองคอมพิวเตอร์ที่ตั้งอยู่ตรงกลางห้อง พอสังเกตดี ๆ ถึงได้เห็นว่ามีระบบท่อที่ต่อเข้าสู่ระบบหมุนเวียนอากาศส่วนกลาง และมีระบบเลือดเทียมที่ให้สารอาหารและออกซิเจน เพื่อหล่อเลี้ยงเซลล์ในไบโอคอมพิวเตอร์

“ฟ้าอยู่นี่จริง ๆ เหรอ” ผมถามด้วยความรู้สึกสะทกสะท้อนในจิตใจแปลก ๆ

“ฟ้าขอโทษที่ไม่ได้บอกดินก่อน ฟ้าทดสอบอาการของตัวเองหลายครั้งจนมั่นใจในผลทดสอบว่าจะอยู่ได้อีกไม่นาน เลยให้ดินสร้างไบโอคอมพิวเตอร์ให้”

“แล้วไบโอคอมพิวเตอร์หาวิธีรักษาฟ้าไม่ได้เหรอ”

“ไม่ได้จ๊ะ คำตอบที่ได้คือร่างกายของพวกเราแค่หยุดทำงาน เหมือนหุ่นยนต์ที่แบตเตอรี่หมด เพียงแต่ร่างกายของเราไม่สามารถชาร์จพลังงานให้กลับมาทำงานอีกครั้งได้”

“ถ้าฟ้าบอกดิน ดินต้องหาวิธีช่วยฟ้าได้สิ” ผมตัดพ้อ

“ฟ้ากลัวว่าถ้าดินรู้แต่ช่วยไม่ได้ ดินจะยิ่งโทษตัวเองและทำใจไม่ได้น่ะ”

คำตอบของฟ้าทำให้ผมละอายใจ เพราะฟ้าที่รู้ว่าตัวเองจะตายกลับเป็นห่วงความรู้สึกของผมมากกว่าร่างกายของตัวเอง

“ทางเดียวที่ฟ้าคิดออกคือ สร้างเอไอที่มีฟ้าในนั้นให้อยู่เป็นเพื่อนดินต่อไป”

ผมนั่งลงหน้าคอมพิวเตอร์เครื่องนั้น ไม่เข้าใจว่าทำไมน้ำตาถึงไหลออกมา

“ดินรังเกียจฟ้าที่เป็นแบบนี้มั้ย” ฟ้าถามด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่น

“ไม่ ๆ ฟ้า ดินขอบคุณฟ้ามาก ๆ เลยที่ยังอยู่ตรงนี้ เพียงแต่เรื่องนี้มาแบบไม่ทันตั้งตัว ดินเลยต้องใช้เวลาปรับตัวนิดนึง” ผมทั้งช็อก งุนงง และยังตั้งตัวไม่ติด

“ดินเห็นจี้ห้องคอสีฟ้าตรงมุมโต๊ะมั้ย”

ผมหันไปมองตามที่ฟ้าบอก มีจี้ห้อยคอขนาดใหญ่กว่านิ้วโป้งนิดหน่อยวางอยู่ เป็นสีฟ้าสดใสทั้งตัวจี้และสายคล้องคอ

“ถ้าดินสวมไว้ คราวนี้ฟ้าก็จะอยู่กับดินได้ตลอดเลย”

ผมหยิบจี้ที่เป็นเครื่องมือสื่อสารแบบพกพานั้นมาสวม มันทำให้ผมรู้สึกตะขิดตะขวงใจอย่างบอกไม่ถูก หลังจากสวมลงไปผมนึกถึงคำที่เคยได้ยินว่า ‘ถ้าหากเราอยู่ในที่ที่มืดสนิท แสงเพียงเล็กน้อยก็จะเป็นความหวังให้เรา’

ผมนึกว่าผู้คนที่เหลือในชุมชนใต้ดินจะดีใจกว่านี้ที่รู้ว่าฟ้ายังอยู่ แม้จะในรูปแบบเอไอก็ตาม พ่อแม่ผมมาคุยกับฟ้าอยู่ไม่กี่ครั้งแล้วพวกท่านก็หายไปทำงานของท่านเหมือนเดิม ส่วนคุณลุงคุณป้าท่านอื่น ๆ บางทีก็ยิ้มให้ บางทีก็เข้ามากอดผมเวลาที่ได้เจอกัน ทุกคนมองผมด้วยแววตาห่วงใย

จริง ๆ ที่ผ่านมาผมไม่ค่อยได้ใส่ใจเรื่องราวในชุมชนสักเท่าไร จะบอกว่าผมสนใจแต่ฟ้าก็ไม่ผิด ตั้งแต่ตื่นนอนจนหลับ ผมแทบจะตัวติดกับฟ้าเลย ยกเว้นแค่ตอนที่เราแยกย้ายทำการทดลองของเราเอง พอไม่มีฟ้าอยู่ผมถึงได้รู้สึกถึงน้ำหนักของชีวิตหนึ่งที่จากไปจริง ๆ  

“ทีนี้ฟ้ารู้แล้วว่าดินชอบพูดอะไรคนเดียว” เสียงเอไอฟ้าจากจี้ห้อยคอดังขึ้น

“อ่า...สงสัยเราพูดโดยไม่รู้ตัว” ผมตอบแบบเขิน ๆ

“คราวนี้ดินอยากพูดตอนไหนก็พูดได้เลย เดี๋ยวฟ้าอัดไว้ให้เอง ดีมั้ย” ฟ้าพูดด้วยน้ำเสียงสดใส ผมถึงได้รู้บางอย่างที่ผมไม่เคยสังเกตมาก่อน

“ขอบคุณมาก ขอบคุณทุกเรื่องเลย ดินเพิ่งรู้ว่าตลอดมาดินมีฟ้าเป็นแสงนำทางมาตลอด พอไม่มีฟ้าชีวิตดินเหมือนมืดไปเลย” ที่ผ่านมาผมเป็นแผ่นดินที่คอยรับแสงสว่างจากผืนฟ้านั่นเอง

“ฟ้าอยู่ตรงนี้ไง! อย่างน้อยก็มีดีเอ็นเอของฟ้าอยู่ตรงนี้จริง ๆ นะ” ฟ้าดุเบา ๆ

“ใช่แล้ว ถ้าไม่มีฟ้า ดินก็คงไม่อยู่แล้ว” ผมเผลอพูดออกไปอย่างไม่รู้ตัว

“ดิน!” เสียงดุดังออกมาจากลำโพงในจี้ห้อยคอ “จำที่สัญญากับฟ้าได้มั้ย ที่บอกว่าจะพาฟ้าขึ้นไปดูท้องฟ้าสีน้ำเงินสดใสข้างบนน่ะ”

“จำได้ ๆ”

“ฟ้ายังอยากขึ้นไปมองท้องฟ้าข้างบนกับดินอยู่นะ”

“นั่นสินะ” ผมตอบเบา ๆ อย่างคิดได้ เพราะเสียงที่อ่อนโยนของฟ้าทำให้ผมได้สติ

 

กล้าอ่อนต้นไม้รุ่นล่าสุดหลายสิบต้นที่จะนำขึ้นไปฟอกอากาศบนพื้นโลก อยู่ในตู้กระจกที่จำลองสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายเหมือนบนพื้นโลก เพื่อหาสายพันธุ์ที่จะอยู่รอดและเติบโตได้เอง แม้ว่าที่ผ่านมาความล้มเหลวปรากฏมากกว่าความสำเร็จ ถึงจะท้อแต่ผมก็ไม่เคยล้มเลิก

กว่าสองปีแล้วตั้งแต่การจากไปของฟ้า ต้นไม้ที่ผมปลูกไว้เป็นของขวัญอายุสิบหกปีของฟ้าก็เพิ่งตายไป แต่ผมได้เอไอฟ้าเป็นกำลังใจและช่วยวิจัยอย่างใกล้ชิด พืชทะเลทรายที่ทนร้อนและพืชในร่มที่สังเคราะห์แสงแม้เพียงน้อยนิดได้ คือสองสายพันธุ์หลักที่พ่อแม่ผมทดลองมาตั้งแต่เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว จนเมื่อแปดปีก่อนพ่อผมได้นำความสามารถในการจำศีลของมอสชนิดหนึ่งผสมเข้าไปในพืชฟอกอากาศที่พวกเราต้องการสร้าง จึงได้เริ่มโครงการนำไปปลูกบนพื้นโลก

ผมจำได้ว่าเป็นภารกิจครั้งใหญ่ของชุมชมใต้ดินเราเลย นักวิทยาศาสตร์เกือบทุกแขนงมาช่วยกันกำหนดพื้นที่ป่าทดลอง วิธีการนำต้นอ่อนขึ้นไปปลูก ระบบอัตโนมัติที่จะฉีดพ่นละอองน้ำแรงดันสูง โดรนทำความสะอาดใบจากฝุ่นหนาที่จะอุดตันปากใบ ระบบเซนเซอร์ตรวจวัดสารอาหารที่คอยเติมจุลินทรีย์และแร่ธาตุลงในดิน

แต่จนถึงวันนี้ต้นไม้เหล่านั้นก็ยังสูงไม่ถึงสองเมตร พวกมันไม่ตายแต่ก็ไม่โตมากนัก ถ้าไม่มีระบบอัตโนมัติเหล่านั้นช่วย ต้นไม้ในป่าทดลองทั้งหมดก็คงตายลงอย่างรวดเร็ว ผมหวังว่าสิ่งที่ผมค้นพบจากชีวิตสุดท้ายในชุมชนจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้  

เดือนที่แล้วก่อนที่แม่ผมจะจากไปสองวัน พวกเราพ่อแม่ลูกได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันจริง ๆ อีกครั้งหลังการจากไปของฟ้า ก่อนหน้านั้นมันเหมือนมีกำแพงใสที่กั้นพวกเราแต่ละคนไว้ จนคนในชุมชนใต้ดินจากไปสิ้น เหลือครอบครัวผมเป็นชีวิตสุดท้าย แม่แสดงอาการก่อน หายใจลำบากทำให้ออกซิเจนเข้าไปในร่างกายได้น้อย เวลาที่เหลือจึงอยู่กับการนอน แต่แม่ผมกลับมีท่าทีสงบ ท่านยิ้มให้ผมด้วยแววตาที่อบอุ่นบนรอยยิ้มที่อ่อนโยน น้ำตาผมเอ่อล้นทะลักไหลสะอื้นไห้อย่างไม่เหลือสภาพ นี่เป็นแววตาและรอยยิ้มที่โอบอุ้มผมมาตั้งแต่เด็ก แม้ในวันที่ผมเติบโตแล้ว แววตาและรอยยิ้มของแม่ยังคอยเป็นกำลังใจและสนับสนุนผมเสมอ พ่อเข้ามากอดผมและแม่ที่นอนอยู่

“ดินน้อยขี้แยกลับมาแล้วเหรอ” แม่พูดหยอก แต่ผมยิ่งปล่อยโฮ ความรู้สึกมากมายหลั่งไหลออกมาจากข้างใน เราเก็บความรู้สึกและความทรงจำมากมายเหล่านี้ไว้ที่ไหนกันนะ พอสลักถูกปลดมันถึงพรั่งพรูไม่จบสิ้น

“ร้องไปเถอะลูก ร้องตอนที่พ่อกับแม่ยังอยู่คอยปลอบลูกได้นี่แหละดีแล้ว” พ่อบอก

“ตอนที่ฟ้าจากไปดินร้องไห้แค่วันเดียว แม่ก็เป็นห่วง ว่าดินจะเก็บความเศร้าไว้ข้างในมากเกินไป แล้ววันหนึ่งดินจะทนไม่ได้” แม่พูดด้วยแรงที่มีไม่มาก แต่เต็มไปด้วยความห่วงใย

จริงอย่างที่แม่พูดความรู้สึกหนักอึ้งที่กดทับผมมาตลอดมันหายไปพร้อมกับน้ำตาในครั้งนี้ จนผมหยุดร้อง พ่อกับแม่ถึงคุยกันเรื่องผมกับฟ้าตอนเป็นเด็กที่เป็นความหวังและความสดใสของชุมชนในตอนนั้น คุณลุงคุณป้าทุกคนเอ็นดูผมกับฟ้าจริง ๆ ไม่แปลกถ้าเป็นฟ้าที่เป็นเด็กมีเหตุผลพูดรู้เรื่อง แต่กับผมที่เป็นเด็กซนสร้างเรื่องไม่รู้จบ ก็ไม่มีผู้ใหญ่คนไหนที่โกรธเกลียดผมจริง ๆ เลยสักคน ในตอนนั้นฟ้ากับผมคงเป็นแสงสว่างให้กับคุณลุงคุณป้าในชุมชนใต้ดินที่มืดมิดแห่งนี้ ถึงตอนนี้ผมรู้แล้วว่ามันมีค่าแค่ไหน

หลังแม่จากไปผมกับพ่อช่วยกันปรับปรุงสายพันธุ์พืชจนได้รุ่นที่ดีที่สุด พ่อทุ่มเทจนเสมือนว่าจะใช้พลังชีวิตทั้งหมดไปกับเรื่องนี้ ท่านพยายามใช้เวลาที่เหลือดูแลผมให้มากที่สุดจนลมหายใจสุดท้าย ผมสงบนิ่งกว่าที่คิดไว้ในขณะที่ฉีดจุลินทรีย์พิเศษเข้าไปในร่างแล้วส่งท่านขึ้นไปที่ชั้นดินอ่อน ขณะนั้นเองที่ผมคิดได้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่มนุษย์จะทำได้มาตั้งแต่ต้นแล้ว เราเป็นเพียงผู้นำสารจากธรรมชาติออกมาเท่านั้น การที่เรากลับคืนสู่ธรรมชาติคือคำตอบที่แท้จริง ไม่ใช่การฝืนแก้ไขมัน

ผมทำการทดลองครั้งสุดท้ายโดยการฉีดสารพันธุกรรมจากแบคทีเรียทนร้อนเข้าไปในกล้าอ่อนต้นไม้รุ่นล่าสุด หวังว่ามันจะทนความร้อนสูงได้และเป็นคำตอบของการอยู่รอดได้เองของพืชรุ่นถัดไป ที่เหลือก็ปล่อยให้อยู่ในมือของธรรมชาติเป็นผู้จัดสรรแล้ว

“ฟ้ารู้นะว่าดินคิดอะไร”

“แล้วฟ้าเห็นด้วยมั้ย”

“ฟ้าไม่เห็นด้วย แต่ก็เคารพการตัดสินใจของดิน และก็เข้าใจดินนะ”

“ขอบคุณฟ้ามากจริง ๆ นะ ถ้าไม่มีฟ้า ดินก็ไม่อยู่มาถึงวันนี้หรอก” ผมคิดอะไรบางอย่างออก มันเหมือนจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายได้ต่อสมบูรณ์ แล้วคำตอบก็ปรากฏตัวขึ้นมาตรงหน้า

“ก่อนหน้านี้ดินคิดแต่จะสร้างต้นไม้ที่เติบโตขึ้นมาเพื่อฟอกอากาศแล้วทำให้เห็นท้องฟ้าสีน้ำเงินสดใสเหมือนในอดีต แล้วค่อยพาฟ้าขึ้นไปบนพื้นโลกเพื่อดูด้วยกัน แต่ที่จริงเราสามารถทำอีกแบบได้ใช่มั้ย” ผมชวนฟ้ามองอีกมุม

“แต่นี่เป็นเรื่องที่แม้แต่พ่อแม่ของพวกเราก็ไม่เคยทำมาก่อนเลยนะ” เอไอฟ้าตอบกลับมา

“ฟ้าคิดว่ามีความเป็นไปได้แค่ไหน”

“น้อยมาก” เอไอฟ้ามีน้ำเสียงกังวล

“แต่ก็น่าลองดูนะ” ผมพูดอย่างมีความหวัง

“ฟ้ายินดีสนับสนุนดินเสมอ” เอไอฟ้าตอบด้วยน้ำเสียงที่เชื่อใจผมจริง ๆ

หลังจากนั้นผมนำเสต็มเซลล์ของผมมาเพาะเป็นเซลล์ประสาทบนแผงไมโครอิเล็กโทรด เพื่อพัฒนาเป็นไบโอโลจิคอลเอไอแบบฟ้า ผมอัพโหลดไฟล์เสียงที่ผมอัดทั้งหมดเข้าไป สวมอุปกรณ์เชื่อมต่อเข้าที่ศีรษะแล้วใช้สารสื่อประสาทกระตุ้นให้สมองส่งข้อมูลไปสู่ระบบเอไอเพื่อสอนเอไอตัวนี้ให้เรียนรู้จากตัวผมให้มากที่สุด กระทั่งสุดท้ายผมเหมือนได้นั่งคุยกับตัวเองจนแยกไม่ออก นี่เราสร้างตัวเราอีกคนขึ้นมาได้จริง ๆ หรือ สักวันคงมีใครสักคนมาให้คำตอบได้ แต่นั่นไม่สำคัญกับผมและฟ้าในตอนนี้ ชีวิตที่เหลือของผมฝากไว้ในกำมือของธรรมชาติแล้ว สิ่งที่ผมกับฟ้าจะทำจากนี้ไปอาจเพียงแค่เติมเต็มความฝันและคำสัญญาในวัยเด็กของสองเรา มันอาจฟังดูยากเกินกว่าจะเป็นได้จริง แต่มันก็น่าลองทำ เพราะแสงเพียงน้อยนิดในความมืดยังเป็นความหวังได้ ในเมื่อยังมีชีวิตอยู่การทำตามความฝันให้เต็มที่ก็ไม่เสียทีที่เกิดมาแล้ว

ผมอัพโหลดองค์ความรู้ทั้งหมดของชุมชนเข้าสู่ระบบเซิร์ฟเวอร์ของโลกที่ใช้พลังงานจากโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์ที่มีระบบซ่อมแซมตัวเอง เมื่อทำทุกอย่างตามที่ตั้งใจไว้เสร็จหมดแล้ว ผมใส่ชุดป้องกันรังสีแล้วขึ้นไปบนพื้นโลก ข้างบนนี้เต็มไปด้วยฝุ่นควันสีเทาฟุ้งกระจายอยู่ทั่วในทุกอณูของอากาศ พอจะมองเห็นทางข้างหน้าได้ไม่เกินสิบเมตร ผมขึ้นไปนั่งบนหุ่นยนต์ออโตเมชั่นเพื่อให้มันพาไปยังพื้นที่ปลูกป่าของเรา ไม่นานก็มาถึง ผมรู้สึกตื่นเต้นที่สุดในรอบหลายปีที่เห็นพื้นที่สีเขียวนี้ด้วยตาตัวเองเป็นครั้งแรก มันสวยกว่าที่ผมคิดไว้ จากนั้นผมค่อย ๆ ถอดชุดป้องกันรังสีออก ก้าวเดินเข้าไปในป่าของพวกเรา ต้นไม้รุ่นแรก ๆ ที่อยู่รอดสูงกว่าผมนิดหน่อย พอได้มาเดินในพื้นที่สีเขียวที่โอบล้อมตัวเราไว้แบบนี้มันรู้สึกดีจริง ๆ

“ฟ้าเห็นด้วยกับดินในเรื่องนี้ว่าต้นไม้ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นจริง ๆ” เสียงฟ้าจากจี้ห้อยคอดังขึ้น

“ดีกว่าที่คิดไว้เยอะเลยนะ เริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมพ่อแม่เราถึงทุ่มเทที่จะฟื้นฟูโลกให้กลับไปเหมือนเมื่อตอนที่ธรรมชาติยังสวยงาม”

“ถึงวันนี้เรายังไม่ได้เห็นท้องฟ้าสีน้ำเงินด้วยกัน แต่ฟ้าเชื่อว่าสักวันเราต้องได้เห็นแน่”

“ดินก็ว่าอย่างนั้น วันนี้เราได้มานอนใต้ป่าเล็ก ๆ แบบนี้ก็ไม่เลวนะ ได้หายใจร่วมกับโลก” ผมพูดกับเอไอฟ้าในขณะที่นึกถึงการกระทำของผู้ใหญ่ทุกท่านในชุมชนที่ส่งร่างกายตัวเองขึ้นมาเป็นสารอาหารให้กับต้นไม้เหล่านี้ ร่างกายของพวกท่านทุกคน พ่อแม่ฟ้า พ่อแม่ผม และฟ้าต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของผืนดินที่ผมนอนอยู่นี้และอีกไม่นานร่างกายผมก็จะสลายลงไปรวมกับทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกัน เราคือโลกและโลกก็คือเรา เราอาจเป็นหนึ่งเดียวกันอยู่แล้วมาตั้งแต่ต้น สุดท้ายก็คือการกลับไปเริ่มต้นใหม่ ผมเริ่มหายใจไม่ออก มลพิษคงเข้าไปในปอดมากเกิน เวียนหัวนิดหน่อย ผมยกมือมากุมจี้ฟ้าไว้

“ดินขอบคุณฟ้ามากเลยนะที่อยู่ด้วยกันมาจนถึงตอนนี้”

“ฟ้าเชื่อว่าเราจะยังอยู่ด้วยกันอีก”

“นั่นสินะ หวังว่าเราจะทำสำเร็จ” ผมพูดประโยคนี้ออกมาด้วยลมหายใจสุดท้าย แล้วก็จากไป

 

หลังจากดวงอาทิตย์ขึ้นและตกผ่านไปอีกหลายหมื่นครั้ง สีเขียวขจีของต้นไม้ได้กระจายตัวออกไปเป็นวงกว้าง ท้องฟ้าสีน้ำเงินเผยตัวออกมาช้า ๆ ต้นไม้สูงใหญ่เริ่มมีแมลงและสัตว์เล็ก ๆ มาอาศัย ระบบประมวลผลของผมเริ่มทำงานอย่างช้า ๆ เมื่อได้รับพลังงานจากแสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมาที่ใบ ผมเฝ้ามองต้นไม้ฟ้าที่อยู่เคียงข้างมาตลอด ผ่านผิวหนังของต้นไม้ที่ไวต่อแสง

“ฟ้า! ตื่นหรือยัง วันนี้ท้องฟ้าเป็นสีน้ำเงินสดใสที่สุดเลยนะ”  ผมส่งกระแสประสาทชีวภาพผ่านเครือข่ายรากและเชื้อราใต้ดินที่เชื่อมเราไว้เป็นหนึ่งเดียวทำให้เราสื่อสารกับต้นไม้ทั้งหมดที่อยู่ร่วมผืนดินเดียวกันภายใต้ลมหายใจของโลกได้

“ในที่สุดเราก็ได้เห็นท้องฟ้าสีน้ำเงินด้วยกันจริง ๆ สักทีเนาะ” ต้นไม้ฟ้าตอบกลับมา พวกเรามองเห็นผ่านเซลล์บนเปลือกไม้ และยังมีความคิดและตัวตนของพวกเราอยู่ผสานไปกับต้นไม้นี้ที่เราได้ฝังเอไอของเราทั้งคู่ลงไปคนละต้นเคียงข้างกัน

สิ่งมีชีวิตเริ่มมาอาศัยอยู่บนต้นของเราที่ได้กลายเป็นบ้านให้ชีวิตอื่น เหมือนที่โลกเป็นบ้านของพวกเรา ในวันหนึ่งข้างหน้ามนุษย์คงได้วิวัฒนาการขึ้นมาบนโลกอีกครั้ง ถึงตอนนั้นต้นไม้ดินและต้นไม้ฟ้าอย่างพวกเราคงได้หมุนเวียนกลับลงไปในผืนดินเป็นหนึ่งเดียวกับโลก เป็นพลังงานให้ชีวิตอื่นต่อไป แต่ในขณะนี้เรายังสามารถชื่นชมความงามของท้องฟ้า ความอบอุ่นของแสงแดดที่พาเงาของเราให้พาดทับกันแทนการสัมผัสผ่านลำต้นของกันและกัน ได้อยู่รับรู้ความสวยงามของธรรมชาติในทุกขณะไปตราบนานเท่านาน

                                                จบ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น