วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ความทรงจำหนึ่งซึ่งหนักมาก

             ลึกเข้าไปในความมืดที่เยียบเย็น บางอย่างที่ถูกกดทับอยู่ในนั้นรอวันที่จะได้คลี่คลายออกมา เหล็กเส้นข้ออ้อยหนาใหญ่ยื่นทะลุคอนกรีตในสภาพบิดงอผสมกับส่วนของซากคอนกรีตขนาดมหึมามากมายที่ทับซ้อนกัน แต่งแต้มด้วยคราบเชื้อราสีดำที่กัดเซาะกะเทาะเอาสีที่ทาฉาบไว้ให้หลุดลอกออกมา แม้อาจไม่ได้ตั้งใจแต่ที่นี่ดูราวกับเป็นประติมากรรมจากการเรียงซ้อนของชิ้นคอนกรีตนับไม่ถ้วนที่เหยียบย่ำกันเองเพื่อขึ้นไปสู่ยอดปลายหวังเพียงหลุดพัน หากที่นี่จะไม่มีชีวิตหลงเหลืออยู่แต่ร่องรอยของอดีตตึกบางกอกเวิลด์ทาวเวอร์ที่เคยเป็นตึกที่สูงที่สุดในประเทศไทยแห่งนี้ กลับมีความทรงจำมากมายหลับใหลอยู่ทั้งส่วนที่ดีและสิ่งที่ร้าย นับแต่ที่มันจากไปในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2575


                ชายน์สะดุ้งตื่นจากฝันร้ายในภาพความตายของพี่ชายจากการวางระเบิดตึกฯ ครั้งนั้น เขาลุกขึ้นนั่งบนเตียงใบหน้าชุ่มไปด้วยเหงื่อหอบหายใจถี่ ความฝันนี้ปลุกให้เขาตื่นขึ้นเสมอแม้เป็นภาพที่เขาไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเองแต่จินตนาการกลับทำงานไม่เคยหยุดตลอดห้าปีที่ผ่านมา เขาพร่ำคิดถึงความเป็นไปได้มากมายในความตายของพี่ชายจนกลายเป็นฝันร้ายที่คอยตามหลอกหลอน เขาพาตัวเองมาที่ห้องทำงานการส่งข้อมูลย้อนเวลา ตั้งแต่วันนั้นเขาก็หมกมุ่นกับการย้อนอดีตเพื่อหาทางกลับไปช่วยพี่ชาย จนทำให้เขาในวัยยี่สิบห้าปีดูโทรมและแก่กว่าวัยไปมาก เขาเริ่มทำอย่างที่เคย นั่นคือเปิดฟังไฟล์เสียงสุดท้ายที่พี่ชายส่งมา แต่เสียงฟังไม่ชัดเนื้อหาไม่สมบูรณ์ เขาอยากรู้ความหมายของมัน

                 ไอส์มองซากคอนกรีตในเงามืดที่เคยเป็นตึกที่สูงที่สุดของประเทศจากบนเครื่องบินขณะเดินทางมาที่กรุงเทพฯ เพื่อขึ้นแสดงในวาระครบรอบ 5 ปีของเหตุการณ์วางระเบิดตึกบางกอกเวิลด์ทาวเวอร์ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2580 ในการวางระเบิดครั้งนั้นทำให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหายกว่าสามร้อยคน รวมไปถึงคุณแม่ของไอส์ การกลับมาที่นี่ในครั้งนี้จึงเกิดความรู้สึกมากมายที่ยากบรรยายถาโถมอยู่ในใจเธอ แม้มันจะเป็นเหตุการณ์ที่พรากชีวิตคนที่สำคัญที่สุดไป แต่มันก็ให้เส้นทางใหม่แก่ชีวิตเธอ จากเด็กผู้หญิงธรรมดาในวัยสิบสองปีกลายเป็นคนดังชั่วข้ามคืน เมื่อเธอติดอยู่ในซากตึกโดยมีอ้อมกอดไร้ชีวิตของคุณแม่ปกป้องอยู่ตลอด สิบเอ็ดชั่วโมงแห่งการช่วยเหลือถูกถ่ายทอดสดผ่านทุกช่องทางสู่คนดูทั่วประเทศ ชีวิตของเด็กหญิงไอส์จึงเป็นความหวังใหม่ของคนไทยที่จะก้าวผ่านเหตุการณ์ร้ายนี้ไป แต่ตัวเธอเองนั้นกลับไม่แน่ใจว่าจะเป็นความหวังให้ใครได้ไหม ในเมื่อเธอเองยังไม่รู้สึกถึงหัวใจที่เต้นอยู่นี้เลย

แสงจันทร์เล็ดลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามาในห้องนอนที่มืดมิดฉาบไล้ไปที่ใบหน้าของคงศักดิ์ นายตำรวจสืบสวนวัยสี่สิบห้าปีที่นั่งอยู่บนเตียงว่างเปล่าของลูกชาย เผยให้เห็นดวงตาอ่อนล้าที่จ้องไปยังตุ๊กตาหุ่นยนต์แปลงร่างในมือ ความอิดโรยที่ปรากฏเป็นริ้วรอยมากมายบนใบหน้าเกิดจากแรงกดของความแค้นต่อกลุ่มคนที่ฆ่าลูกชายของเขาด้วยการระเบิดตึกฯ ครั้งนั้น ตุ๊กตาตัวนี้เคยถูกมือเล็ก ๆ ทำให้มันมีชีวิตบินได้แปลงร่างได้ มือของเด็กชายวัยหกขวบที่มีรอยยิ้มสดใสให้เขาเสมอเมื่อเขาก้าวเข้ามาในบ้าน ตั้งแต่ภรรยาเสียชีวิตหลังจากคลอดลูกชายคนนี้ เขาก็ทุ่มเทความรักและจิตใจให้กับลูกชายของเขาจนหมด แม้งานตำรวจสืบสวนจะทำให้เขาไม่ค่อยมีเวลา แต่ทุกครั้งที่ได้อยู่กับลูก เขาจะทำให้เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด ทำให้หัวใจของเขาได้รับการเติมเต็มจนล้นทุก ๆ ครั้ง แต่ความรักและความสุขเพียงหนึ่งเดียวของเขาไม่มีอีกแล้ว ตลอดห้าปีที่ผ่านมามีเพียงความเคียดแค้นที่ฉุดลากตัวเขาผ่านวันคืนเหล่านั้นมาได้


กองกำลังรักชาติ หรือ กรช. อ้างตัวว่าเป็นผู้วางระเบิดตึกฯ แต่เดิมพวกนี้จะใช้การโจมตีทางไซเบอร์ทำลายความมั่นคงของระบบการเงินการธนาคาร และเน้นโจมตีกลุ่มทุนกับธุรกิจขนาดใหญ่จนสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจของประเทศไปไม่น้อย กลุ่มทุนจึงกดดันให้รัฐบาลต้องเอาจริงในการจัดการกับ กรช. ถึงกับจัดตั้งหน่วยพิเศษขึ้นมาเพื่อจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจังและคงศักดิ์ก็คือหัวหน้าทีมนั้น การทำงานอย่างตั้งใจของเจ้าหน้าที่ทำให้จับกุมสมาชิก กรช. ไปได้นับร้อยคน กรช. จึงใช้คำขู่ว่าจะระเบิดตึกบางกอกเวิลด์ทาวเวอร์มาแลกกับการปล่อยสมาชิกกรช. ทั้งหมด แต่ทางรัฐบาลเมินเฉยต่อคำขู่นั้น และนั่นทำให้โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2575

                สันนิษฐานว่าสมาชิก กรช. มากกว่าห้าสิบคน แยกกันนำส่วนประกอบของระเบิดเข้ามาภายในตึกฯ แล้วนำมาประกอบกันก่อนจะกระจายไปตามจุดที่คำนวณไว้แล้ว จากนั้นจึงระเบิดพลีชีพจนทำให้ตึกฯ ถล่มลงมาอย่างรวดเร็ว

หลังจากเหตุการณ์นั้นทั้งตัวเขาและส่วนกลางตัดสินใจใช้ความรุนแรงขั้นเด็ดขาดกับ กรช. ทำให้ตลอดห้าปีที่ผ่านมาทีมของเขาคร่าชีวิตสมาชิกกองกำลังรักชาติไปไม่ต่ำกว่าแปดสิบคน การกวาดล้างดำเนินไปอย่างรุนแรงจนเขาได้มารู้ว่าหนึ่งในนั้นก็มีลูกชายที่ต้องกลายเป็นกำพร้าจากการแก้แค้นของเขา ทำให้เขาเริ่มสงสัยในการกระทำของตัวเอง ชีวิตมากมายที่เขาได้ทำลายลงไปนั้นเป็นความชอบธรรมจริงไหม หรือสิ่งที่เขาทำก็ไม่ต่างกับพวกมันเพียงแค่หาเหตุมาเข้าข้างตัวเองเท่านั้น ความเคียดแค้นที่เป็นแรงผลักดันเดียวในชีวิตกำลังถูกทำลาย เขาไม่แน่ใจว่าจะมีชีวิตต่อไปอย่างไร เนิ่นนานในความมืดบนเตียงของลูกชาย เขากำตุ๊กตาหุ่นยนต์แปลงร่างในมือไว้แน่น ก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง

การรอดชีวิตจากเหตุระเบิดตึกทำให้ไอส์ได้กลายเป็นสมาชิกวง W.I.S.H. วงเกิร์ลกรุ๊ปสี่สาวที่เป็นตัวแทนความปรารถนาถึงโลกที่ดีขึ้น พวกเธอเป็นวงที่ได้รับความนิยมสูงสุดด้วยภาพลักษณ์สดใสน่ารักเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต ช่วยเยียวยาจิตใจให้กับผู้คนที่หม่นเศร้าและไร้ความหวังมาตลอดห้าปี        แต่มันช่างย้อนแย้งที่ภายในใจของไอส์กลับไม่รู้สึกถึงความหวังนั้น มีเพียงหลุมดำอยู่กลางใจที่กอดเท่าไรก็ไม่เคยเต็ม โชคดีที่พี่มินนี่ โปรดิวเซอร์และผู้สร้างวงนี้ขึ้นมาคอยช่วยให้กำลังใจและผลักดันไอส์มาตั้งแต่วันแรก แทบจะพูดได้ว่าวงนี้เกิดขึ้นมาเพื่อสนับสนุนให้ไอส์ก้าวต่อไป ไอส์เองก็รู้สึกได้ถึงความรักและความห่วงใยนั้นจึงทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่เสมอมา แต่ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนความมืดมิดที่กลางใจก็ไม่เคยจางหาย ที่จริงแล้วในคืนนั้นไอส์เกือบจะสิ้นลมหายใจในอ้อมกอดสุดท้ายของคุณแม่แล้ว แต่เสียงฮัมเพลงเบา ๆ ที่แว่วเข้ามาในหูช่วยนำทางหัวใจให้ยังเต้นอยู่ได้ต่อ แม้เธอจะไม่เคยได้ยินเสียงฮัมเพลงนั้นมาก่อนและไม่ได้ยินอีกเลยหลังจากนั้น แต่ในเมื่อคืนนี้โชคชะตาได้พาเธอกลับมาที่นี่ เธอก็ปรารถนาจะตามหาชิ้นส่วนในหัวใจที่หายไปอีกครั้ง

ช่วงเวลาที่ผ่านมาชายน์พยายามส่งตัวเองข้ามผ่านอดีตเพื่อกลับไปช่วยพี่ชาย แต่วัตถุที่มีมวลไม่อาจเคลื่อนที่เร็วกว่าแสงได้ เขาพยายามหาทางใหม่จนได้พบว่าตัวแสงเองไม่มีน้ำหนักและเดินทางผ่านเวลามาทั่วจักรวาลแล้ว เหมือนที่เรามองดูดวงดาวบนท้องฟ้าจากอดีตหลายร้อยปีแสงอยู่ทุก ๆ วัน จากนั้นจึงเริ่มพัฒนาอุปกรณ์ส่งข้อมูลด้วยแสงเพื่อส่งตัวเองในสภาพแสงกลับไปยังช่วงเวลาในอดีต หวังเตือนพี่ชายถึงเหตุการณ์วางระเบิดตึก เขาพยายามทำการทดลองมาหลายครั้งแต่ไม่เคยสำเร็จ และคืนนี้หลังจากที่เปิดฟังไฟล์เสียงสุดท้ายจากพี่ชายจนจบ เขาก็เริ่มเดินเครื่องส่งข้อมูลด้วยแสงอีกครั้งหลังจากปรับแก้มันแล้ว อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชิ้นนี้มีขนาดไม่ต่างจากคอมพิวเตอร์พกพาใช้กระแสไฟจากแบตเตอรี่แรงดันสูงในตัว ในห้องจะมีตัวรับข้อมูลแสงอีกตัวหนึ่งเพื่อรับข้อมูล ครั้งนี้ตัวรับข้อมูลแสงแสดงภาพจากอดีตเมื่อห้าปีที่แล้วของห้องเขาตรงนี้ "สำเร็จ" เขาบอกตัวเองด้วยความดีใจ แล้วรีบขนเครื่องส่งข้อมูลด้วยแสงไปที่ซากตึกเพื่อทำการทดลองที่นั่น

ชายน์แอบเข้ามาในซากตึกด้วยความหวังเต็มเปี่ยมว่าจะต้องช่วยพี่ชายให้ได้ เขารีบเปิดเครื่องส่งข้อมูลด้วยแสงโดยที่ไม่รู้เลยว่าไอส์ได้เข้ามาอยู่ในนี้ก่อนแล้ว ขณะที่เครื่องฯ กำลังทำงาน จู่ ๆ เสียงฮัมเพลงก็ดังขึ้น ชายน์รีบหันไปมองทางที่มาของเสียงด้วยความตื่นเต้นเพราะนั่นเป็นเพลงเดียวกับที่พี่ชายส่งมาในไฟล์เสียงที่เขาเปิดฟังทุกคืน ไอส์หันไปทางเสียงฮัมเพลงนั้นอย่างตกใจเพราะนั่นก็เป็นเพลงเดียวกับที่ไอส์ได้ยินในคืนสุดท้ายของอ้อมกอดแม่ แต่ภาพที่ทั้งสองคนเห็นกลับเป็นคงศักดิ์ที่เดินกำตุ๊กตาหุ่นยนต์แปลงร่างเข้ามาในขณะที่ฮัมเพลงนั้นไปด้วย ทั้งสามคนมองหน้ากันด้วยความแปลกใจ เมื่อสิ้นเสียงฮัมเพลงของคงศักดิ์เครื่องส่งข้อมูลด้วยแสงเกิดติดขัดและระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง แสงสว่างวาบไปทั่วบริเวณ

 


แสงทองเรือง ๆ จากดวงอาทิตย์ฉาบไล้ทั่วยอดตึกที่สูงที่สุดในประเทศไทยอย่างตึกบางกอกเวิลด์ทาวเวอร์เป็นภาพที่ชายน์เห็นจนชินตาจากคอนโดมิเนียมที่เขาอยู่ แต่วันนี้มันกลับงดงามเป็นพิเศษเพราะเป็นวันที่พี่ชายของเขาจะพาเขาเข้าไปเยี่ยมชมการทำงานในห้องควบคุมหลักของตึกตลอดช่วงเช้าวันนี้

“ตื่นเช้าเชียวนะวันนี้” พี่ชายของเขาทักเมื่อเห็นชายน์แต่งตัวเรียบร้อยนั่งรออยู่ที่โซฟา

“ให้ผมอยู่กับพี่เชนทั้งวันเลยไม่ได้เหรอ” ชายน์ถามพี่ชายของเขา

“ไม่ได้หรอก พี่ขอลาไว้แค่ครึ่งวันน่ะ ปกติวันวาเลนไทน์แบบนี้คนเข้ามาเที่ยวที่ตึกเยอะกว่าปกติด้วยซ้ำ” พี่ชายที่ดูมีบุคลิกแบบผู้ใหญ่ที่สุภาพใจดีตอบ ส่วนชายน์ที่ยังเป็นเด็กหนุ่มซุกซนก็ทำท่าเซ็ง ๆ ก่อนที่พี่ชายจะเดินมาลูบหัวแล้วพูดกับเขา

“ไปกันเถอะ ถึงจะแค่ครึ่งวันแต่รับรองว่าเป็นประโยชน์กับว่าที่วิศวกรแน่นอน” พี่เขาพูดยิ้ม ๆ ชายน์รีบลุกตามพี่ชายออกไปด้วยความดีใจ

วันวาเลนไทน์มักจะเป็นวันพิเศษของคู่รัก แต่กับไอส์เด็กหญิงอายุสิบสองปีกลับไม่ได้สนใจเรื่องแบบนั้น เพราะเธอกำลังตื่นเต้นที่จะได้ไปกินข้าวกับคุณแม่พร้อมกับชมวิวจากมุมสูงที่สุดของกรุงเทพฯ จากยอดตึกบางกอกเวิลด์ทาวเวอร์ คุณแม่ที่ต้องทำงานอย่างหนักตั้งแต่พ่อของไอส์ทิ้งไปจนแทบไม่มีเวลาเจอกัน เพราะกว่าคุณแม่จะกลับมาที่ห้องไอส์ก็หลับแล้ว ตอนเช้าคุณแม่จะเตรียมอาหารไว้ให้แล้วทั้งคู่ก็ต้องแยกกันไป คนหนึ่งไปทำงาน คนหนึ่งไปโรงเรียน แต่วันนี้คุณแม่ยอมลางานเพื่อพาไอส์มากินข้าวพร้อมชมวิวที่นี่เนื่องจากไอส์ทำผลการเรียนได้อันดับหนึ่งของชั้นเรียน

“วันนี้เราแต่งตัวแบบคู่รักไปกันมั้ยคะ” ไอส์ลองถามคุณแม่ขณะกำลังเลือกเสื้อใส่

“แต่งยังไงเหรอ” แม่ถามกลับด้วยความสงสัย

“ก็แบบใส่เสื้อเหมือนกันอะไรเงี้ย” ไอส์ตอบแบบเขิน ๆ

“ได้สิจ๊ะ ให้ไอส์เลือกเลย นานทีเราจะได้กินข้าวด้วยกันแบบนี้เนาะ” แม่พูดยิ้ม ๆ ด้วยความเอ็นดู

“งั้นใส่เสื้อสีขาวเหมือนกันก็ได้ ดีมะ” ไอส์ตอบ

“จ๊ะ” แม่ตอบ แล้วไอส์ก็ช่วยแม่เลือกเสื้อสีขาวที่จะใส่คู่กันและช่วยแม่แต่งตัวราวกับจะเก็บทุกวินาทีที่มีค่านี้ไว้ให้ได้มากที่สุด ก่อนที่จะออกจากห้องไอส์ก็ไม่ลืมที่จะหยิบกระเป๋ายาประจำตัวของแม่มาให้ แล้ววิ่งเข้าไปคล้องแขนคุณแม่เดินออกไปด้วยกัน

งานของนายตำรวจอย่างคงศักดิ์มีแต่เรื่องราวที่คร่ำเครียด เพราะหน้าที่ของตำรวจคือป้องกันและแก้ไขปัญหาของสังคมไปตามตัวบทกฎหมายซึ่งก็ทวีเพิ่มขึ้นทุกวัน ความสุขอย่างเดียวของเขาคือรอยยิ้มของลูกชายตัวน้อย และในวันนี้ลูกชายของเขายิ่งยิ้มร่ามาตั้งแต่เช้า เพราะจะได้ไปดูนิทรรศการสัตว์โลกที่สูญพันธุ์ที่ตึกบางกอกเวิลด์ทาวเวอร์จนเขาเองถูกเซ้าซี้ให้รีบพาไปส่งตั้งแต่ยังไม่ตื่น คงศักดิ์ลุกขึ้นมาล้างหน้าล้างตาอย่างสะลึมสะลือเพราะทำงานโต้รุ่งติดต่อกันมาหลายวันแล้ว

“เร็วสิพ่อ โธ่” มาวิน เด็กชายวัยหกขวบเร่งพ่อของเขา

“ไปถึงเร็วแล้วจะได้ดูก่อนรึไง เค้านัดแปดโมงครึ่งไม่ใช่เหรอ” คงศักดิ์แหย่ลูกชาย

“แต่นี่แปดโมงสิบแล้วนะพ่อ” มาวินเริ่มร้อนใจเพราะกลัวไปไม่ทัน

“ไปทันน่า เดี๋ยวพ่อแต่งตัวเสร็จก็ไปได้แล้วเนี่ย” คงศักดิ์พูดพร้อมกับแต่งตัวไปด้วย จากนั้นมาวินก็วิ่งนำหน้าเขาไปขึ้นรถก่อนที่คงศักดิ์จะขับไปส่งที่ตึกนั้น

อาจเป็นเพราะความบังเอิญที่การระเบิดของเครื่องส่งข้อมูลด้วยแสงทำปฏิกิริยากับความถี่ของเสียงฮัมเพลงที่ทั้งสามคนรู้จัก จนดึงเอาจิตสำนึกของทั้งสามคนข้ามผ่านเวลาจากปี พ.ศ. 2580 มาสู่ปี พ.ศ. 2575 พวกเขาในร่างสภาพของแสงที่มีความทรงจำ เป็นดั่งร่างวิญญาณที่ผ่านกาลเวลามาอย่างไร้น้ำหนัก เพื่อประจักษ์ต่อสิ่งตรงหน้าแต่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้

หลังจากพี่ชายพาชายน์ชมห้องควบคุมหลักของตึกบางกอกเวิลด์ทาวเวอร์จนทั่วแล้วชายน์ก็ต้องกลับไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัย

“ให้พี่ไปส่งที่มหาลัยมั้ย พี่ยังมีเวลาอยู่”

“ไม่ต้องหรอก ชายน์ไม่ใช่เด็กเล็กแล้วนะ”

“จริงเหรอ พ่อหนุ่ม” พี่ชายพูดยิ้ม ๆ

“ไว้เจอกันที่ห้องตอนเย็นนะ เดี๋ยวชายน์เตรียมอาหารเด็ด ๆ ไว้”

“จากเดลิเวอรี่น่ะเหรอ” พี่ชายแซว

“ไม่ใช่สิ ชายน์ทำเองดิ” ชายน์ตอบอย่างเคือง ๆ พี่ชายยิ้มด้วยความเอ็นดูและภูมิใจในตัวน้อง ส่วนชายน์ก็ยิ้มอย่างมีความสุขก่อนจะหันกลับไปโบกมือให้กับรอยยิ้มของพี่ชาย

ชายน์ในร่างวิญญาณรู้ว่านั่นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เจอกัน จึงพยายามฉุดลากดึงและตะโกนให้พี่ชายออกมาจากตึกแต่ไม่เป็นผล ร่างวิญญาณของเขาทำได้แค่ลอยผ่านไปไม่อาจสัมผัสตัวได้ จึงได้แต่เฝ้ามองพี่ชายที่ใบหน้าเจือยิ้มอันอบอุ่นขณะเดินกลับเข้าไปทำงานต่อ

ลูกชายของคงศักดิ์โบกมือบ๊ายบายให้เขาด้วยรอยยิ้มร่าเริง คุณครูและเพื่อน ๆ รออยู่ก่อนแล้ว เตรียมพร้อมสำหรับการเข้าชมนิทรรศการสัตว์โลกที่สูญพันธุ์ นั่นเป็นภาพสุดท้ายของลูกชายที่เขาจำได้ แต่สิ่งที่เขาไม่กล้าแม้แต่จะคิดคือลูกของเขาต้องทรมานขนาดไหนภายใต้เหตุการณ์ตึกถล่มในความมืดของซากตึกนั้น คงศักดิ์ในร่างวิญญาณพยายามกอดและดึงลูกชายออกมายแต่ก็ไม่เกิดประโยชน์ เขาทำได้แค่ติดตามลูกชายไปอย่างใกล้ชิด

ไอส์นั่งดูวิวมุมสูงของกรุงเทพฯ ผ่านหน้าต่างของชั้นหนึ่งร้อยยี่สิบห้า ขณะนั่งทานอาหารอย่างมีความสุขกับแม่ ก่อนที่เสียงระเบิดจะดังสนั่นหวั่นไหว ติดตามมาด้วยเสียงผู้คนกรีดร้องและวิ่งพล่านด้วยความตกใจ เสียงระเบิดยังดังขึ้นติดกันอีกหลายครั้งจนตึกเริ่มถล่มลงมา คุณแม่ที่นั่งด้านตรงข้ามผวาเข้ามากอดปกป้องไอส์ด้วยร่างกายของตนเองอย่างรวดเร็ว ทั้ง ๆ ที่ตัวเองป่วยเป็นเบาหวาน

ในห้องควบคุมอาคาร พี่ของชายน์ตั้งสติได้ก่อน จึงสั่งเร่งอพยพผู้คนออกจากตึกอย่างรัดกุม พนักงานที่ได้รับการฝึกมาอย่างดีเริ่มทยอยออกไปจากอาคารทางบันไดหนีไฟก่อนที่ตึกจะถล่มลงมามากกว่านี้

ที่ชั้นพิพิธภัณฑ์ มาวินลูกชายของคงศักดิ์ร้องไห้จ้ากระจุกตัวอยู่กับกลุ่มเพื่อนโดยที่คุณครูตกใจหนีออกไปก่อนแล้ว ทิ้งให้เด็ก ๆ กระจัดกระจายหาทางเอาตัวรอดกันเอง บางส่วนหนีออกไปได้ทันแต่บางส่วนถูกชิ้นส่วนอาคารถล่มลงมาขังไว้เช่นเดียวกับมาวินและเพื่อน ๆ

พนักงานให้ห้องควบคุมอาคารหนีออกไปได้หมดแล้ว พี่ของชายน์จึงรีบวิ่งลงบันไดหนีไฟเป็นคนสุดท้ายแต่ลงไปได้ไม่กี่ชั้นก็ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือดังลอดออกมา เขาหยุดชะงักรอฟังเสียงให้แน่ชัด พอได้ยินอีกครั้งก็รีบตรงไปยังที่มาของเสียง ในขณะที่ตึกทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว เขาพบหญิงสาวคนหนึ่งถูกคอนกรีตที่ถล่มลงมาทับจนขาหัก ถ้าจะช่วยเธออาจต้องใช้เวลานานและเขาอาจหนีออกไปไม่ทัน แต่ถ้าไม่ช่วยหญิงคนนั้นต้องตายแน่นอน ในเสี้ยววินาทีเขาตัดสินใจรีบเข้าไปพยุงตัวเธอออกมา อุ้มไปที่บันไดหนีไฟแต่บันไดพังลงไปต่อหน้าเขา ตึกทรุดลงเรื่อย ๆ เขาตัดสินใจดึงสายดับเพลิงจากตู้ที่ผนังออกมาผูกไว้ที่ตัวผู้หญิงคนนั้นแล้วหย่อยเธอออกมาทางหน้าต่าง

“อยู่นิ่ง ๆ รออยู่อย่างนี้เดี๋ยวจะต้องมีเจ้าหน้าที่มาช่วยแน่นอนครับ” เขาพูดกับเธอที่ได้แต่ร้องไห้ สิ้นคำพื้นที่เขายืนก็เอียงจนเขาหล่นลงไปข้างล่าง เป็นการถล่มอย่างรุนแรงครั้งสุดท้าย ในที่สุดการถล่มของตึกก็หยุดลงทุกอย่างนิ่งสงัด

ภายใต้ซากตึกที่มืดมิดมีเพียงเสียงร้องไห้และเสียงครวญครางด้วยความเจ็บปวดลอดออกมาเบา ๆ ผู้คนกว่าร้อยคนติดอยู่ในซากอาคารนี้ในระดับความลึกที่ต่างกัน

มาวินและเพื่อนอีกสองคนติดอยู่ในส่วนที่ลึกที่สุดของซากอาคารที่ทั้งมืดและเต็มไปด้วยฝุ่นจนหายใจลำบาก ทั้ง ๆ ที่ยังสะอื้นไห้อยู่แต่เมื่อมาวินเห็นเพื่อน ๆ ยังร้องไห้ เขาก็หยุดร้องและหันมาปลอบใจพวกเพื่อน

“ไม่ต้องกลัวนะ เดี๋ยวพ่อเราต้องมาช่วยแน่นอน เพราะพ่อเราเป็นฮีโร่คอยช่วยเหลือคนอื่นอยู่เสมอ” มาวินพูดด้วยดวงตาใสซื่อเปี่ยมความหวัง จากนั้นเขาก็ฮัมเพลงที่พ่อฮัมให้ฟังก่อนนอนทุกคืนเพื่อให้เพื่อน ๆ สงบลง

เสียงนั้นดังก้องในการจดจำของคงศักดิ์ผู้ทำได้แต่เฝ้ามองและพยายามโอบกอดลูกชายด้วยมือที่ไร้สัมผัส หยาดน้ำตาไหลนองใบหน้าวิญญาณที่เลือนรางนั้น

แม่ของไอส์กอดลูกสาวที่หมดสติไว้ในอ้อมกอด ทั้งสองคนติดอยู่ในซากตึกด้านบนของมาวินที่แทบไม่มีอากาศหายใจ ร่างกายของแม่ไอส์เต็มไปด้วยบาดแผลจนเสื้อสีขาวถูกย้อมเป็นสีแดงฉ่ำด้วยเลือดที่ไหลนองจากการเอาตัวปกป้องลูกสาว เธอมองไอส์ในอ้อมกอดที่กำลังหายใจรวยริน ในสถานการณ์เช่นนี้สำหรับคนเป็นโรคเบาหวานโอกาสรอดย่อมน้อยกว่าทางตาย หากต้องติดอยู่นานกว่านี้ อากาศที่ร่อยหรอลงก็จะไม่เพียงพอสำหรับสองคน เธอหยุดคิดเพียงนิดเดียวก่อนจะก้มลงไปหอมแก้มไอส์ที่ยังไม่ได้สติและกระซิบที่ข้างหูเบา ๆ

“มีชีวิตต่อไปนะลูกแม่”

 จากนั้นหยิบปากกาอินซูลินในกระเป๋ายาที่มีอินซูลินอยู่เต็มหลอดแทงเข้าไปที่ท้องของตัวเองแล้วฉีดอินซูลินเข้าไปจนหมดหลอดซึ่งมากกว่าปริมาณที่จะรับได้ในหนึ่งวัน จนค่อย ๆ สิ้นสติไป แม้ลมหายใจจะหมดไปแล้วแต่ก็ยังปกป้องลูกสาวไว้ด้วยอ้อมกอดที่ไร้วิญญาณนั้นต่อไป ด้วยหวังว่าลูกสาวจะมีอากาศหายใจได้นานขึ้นแม้สักนาที ไอส์ที่มีสติเลือนรางในอ้อมกอดของแม่ไม่อาจทราบถึงการกระทำนั้น แต่เสียงฮัมเพลงของมาวินที่ดังแว่วมากลับช่วยพยุงจิตใจของไอส์ให้ยังหายใจได้ต่อ

น้ำตาที่ไร้น้ำหนักไหลออกมาจากสองตาของร่างวิญญาณไอส์ราวกับจะไม่มีวันหมดสิ้น ความรักของแม่ที่มีต่อเธอไม่เคยหมดไปแม้ในลมหายใจสุดท้าย แม่ไม่ได้ทิ้งเธอแต่ช่วยต่อชีวิตให้เธอเท่าที่แม่จะทำได้เหมือนที่แม่ทำมาตลอดชีวิตของท่าน

ถัดไปไม่ไกลพี่ชายของชายน์ที่ตกลงมาในซากคอนกรีตถูกเหล็กเส้นเสียบทะลุลำตัวเลือดไหลไม่หยุดจนใกล้จะหมดสติ แต่เสียงฮัมเพลงของมาวินที่ดังผ่านความมืดนั้นกลับทำให้ใจเขาสงบจนเขายิ้มบาง ๆ แล้วตัดสินใจใช้เรี่ยวแรงสุดท้ายหยิบโทรศัพท์ออกมาอัดเสียงฮัมเพลงนี้ส่งให้ชายน์ รอยยิ้มและแววตาของเขาบอกทุกอย่าง บอกว่าเขายินดีที่ได้ช่วยให้อีกชีวิตหนึ่งอยู่รอดต่อไปได้ บอกว่าเขายินดีที่น้องชายมีชีวิตต่อไปอย่างปลอดภัย บอกว่าดีมากแล้วที่หนึ่งชีวิตของเขาได้ช่วยให้อีกหลายชีวิตดำเนินต่อไปได้ “ดีแล้ว” เขาพยายามพูดประโยคนี้ลงไปในโทรศัพท์ก่อนที่จะสิ้นลมหายใจสุดท้าย

ร่างวิญญาณของชายน์แทบจะแบกรับความสะเทือนใจนั้นไว้ไม่ได้เขาเข้าใจผิดมาตลอด สิ่งที่พี่ชายคาดหวังจากเขาไม่ใช่การกลับมาแก้ไขอดีตแต่ให้มีชีวิตที่ดีต่อไปในปัจจุบัน และการจากไปของพี่ชายนั้นไม่ใช่สิ่งที่เขาจะต้องเสียใจแต่เป็นความภาคภูมิใจในตัวพี่ชายที่เขาควรมี คำสุดท้ายของพี่ชายที่เขาอยากรู้มาตลอดได้บอกกับเขาอย่างชัดเจน

เกือบชั่วโมงกว่าที่เฮลิคอปเตอร์กู้ภัยจะมาช่วยหญิงสาวคนนั้นได้ทัน เธอมองซากตึกนั้นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะถูกนำขึ้นรถพยาบาล น้ำตาแห่งความตื้นตันไหลออกมาไม่หยุด เธอขอบคุณผู้ชายที่ช่วยเธอด้วยชีวิตสุดหัวใจ และเธอได้ตัดสินใจที่จะส่งต่อความดีงามนี้ออกไปให้ได้ เธอคือพี่มินนี่ที่จะกลายมาเป็นโปรดิวเซอร์ของวง W.I.S.H. วงเกิร์ลกรุ๊ปที่ส่งต่อความดีงามผ่านเสียงเพลงให้กับผู้คนทั่วประเทศ

ความบังเอิญที่ทำงานอย่างเงียบงันเมื่อห้าปีก่อน ได้ถักทอชะตาชีวิตของพวกเขาทั้งหมดไว้ด้วยกันผ่านเสียงฮัมเพลงหนึ่ง และพาพวกเขามาเจอกันอีกครั้งในวันนี้ เพื่อให้ซากตึกคอนกรีตที่มืดมิดและเยียบเย็นได้คายความทรงจำทั้งหมดออกมาช่วยพาให้พวกเขาได้ก้าวไปข้างหน้าพ้นผ่านจากช่วงเวลาที่เลวร้ายนี้เสียที 

 ทั้งสามคนตื่นขึ้นมาในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล ที่แก้มทั้งสองข้างนองไปด้วยน้ำตา แน่นอนว่านี่คือปี พ.ศ. 2580 ข้างเตียงของไอส์มีพี่มินนี่นั่งเฝ้าอยู่ไม่ห่าง เมื่อเห็นไอส์ฟื้นขึ้นมาเธอโผเข้ากอดไอส์ด้วยความเป็นห่วง เป็นอ้อมกอดที่ทำให้ไอส์นึกถึงคุณแม่ น้ำตาไหลลงมาอีกครั้งก่อนที่ไอส์จะค่อย ๆ สอดแขนขึ้นมากอดพี่มินนี่ ทั้งสองคนกอดกันแนบแน่นโดยไม่ต้องกล่าวคำพูดใด

ชายน์มองพี่มินนี่ ภูมิใจที่พี่ชายเสียสละชีวิตตัวเองเพื่อผู้อื่น การกระทำนั้นไม่สูญเปล่า หนึ่งชีวิตที่ดำเนินต่อได้ช่วยให้อีกหนึ่งชีวิตได้ดำเนินไป นี่คงเป็นคุณค่าของชีวิตที่พี่ชายอยากบอกเขา

คงศักดิ์นั่งมองทุกคนจากบนเตียง ก่อนจะก้มหน้าลงสะอื้นไห้ ตื้นตันที่ลูกชายของเขาช่างหาญกล้าเหลือเกิน เพลงกล่อมนอนที่เขาฮัมให้ลูกฟังกลับเป็นพลังใจให้กับคนอื่น ๆ การใช้ชีวิตอย่างกล้าหาญของลูกชายช่วยเตือนให้เขาก้าวเดินในเส้นทางที่ถูกต้องหลังจากนี้

แม้ไม่ได้ขึ้นแสดงในคอนเสิร์ตรำลึกแต่ไอส์ฮัมเพลงนั้นผ่านช่องทางไลฟ์สดของตัวเอง แม้ไม่มีเสียงร้องแต่ท่วงทำนองกลับทำให้ใจสงบและอบอุ่น หลังจากนั้นก็เกิดการแชร์ต่อ ๆ กันจนเป็นไวรัล ไม่นานเพลงเวอร์ชันสมูบรณ์จากวง W.I.S.H. ก็ถูกปล่อยออกมาให้ได้ฟังกันในชื่อเพลงว่า “การหลับตาที่แสนอบอุ่น” จนกลายเป็นเพลงที่สร้างปรากฏกาลขึ้นอันดับหนึ่งในทุกชาร์ต สร้างแสงสว่างให้ปรากฏขึ้นในใจของทุกคนที่ได้ฟัง

ชายน์เปิดเพลงนี้ฟังในห้องทำงานขณะที่กำลังดัดแปลงเครื่องส่งข้อมูลด้วยแสงให้สามารถแปลงความทรงจำและความฝันของผู้คนให้ออกมาเป็นภาพ ด้วยหวังว่าจะเป็นประโยชน์ในทางการแพทย์ให้ใช้รักษาเยียวยาจิตใจผู้คนที่บอบช้ำจากเรื่องราวอันเลวร้ายต่าง ๆ ได้ในอนาคต

ท้องฟ้าสีชมพูเจือส้มหลังทิวเขาเขียวขจีสุดสายตา เด็ก ๆ วิ่งเล่นอยู่บนสนามหญ้าในมูลนิธิที่ดูแลเด็กกำพร้า เพลงการหลับตาที่แสนอบอุ่นดังผ่านลำโพงของมูลนิธิฯ คงศักดิ์นั่งมองเด็ก ๆ ที่วิ่งเล่นเหล่านั้นด้วยความอ่อนโยน หลังจากที่เขาลาออกจากตำรวจ การมาเป็นคุณครูที่นี่เป็นสิ่งเดียวที่เขานึกออกสำหรับการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่

                                                                                จบ

*หมายเหตุ: พัฒนามาจาก ทรีตเมนท์ภาพยนตร์เรื่อง โลกสองใบ (ในความต่างของเวลา) PAST2PRESENT

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น