แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องสั้น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องสั้น แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569

ตราบนานเท่านาน

            “ตอนนั้นผมหวังว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะเปลี่ยนแปลงโลกได้”

หลายร้อยปีก่อนหน้านั้น...

ลึกลงไปใต้ดินจนถึงชั้นดินแข็ง มีช่องว่างขนาดใหญ่ที่ถูกขุดเจาะและเสริมโครงสร้างเหล็กรับแรงจนกลายเป็นห้องพักอาศัย ส่วนพื้น ผนัง และเพดานถูกฉาบไว้ด้วยคอนกรีตต่อเนื่องกันไปหลายร้อยห้อง แบ่งเป็นโซนพักอาศัย ทำงาน และกิจกรรม ไฟแสงสว่างแบบแอลอีดีทำหน้าที่แทนแสงอาทิตย์และแสงจันทร์ในธรรมชาติ ทำให้ผู้อยู่อาศัยผ่อนคลาย มีระบบควบคุมการระบายอากาศส่งผ่านท่อเล็ก ๆ ทุกห้องตลอดแนวทางเดิน โดยรับพลังงานมาจากโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์ที่อยู่บนผิวดิน

คนที่ลงมาอาศัยอยู่ที่นี่คือกลุ่มวิศวกร นักออกแบบ และนักวิทยาศาสตร์หลายแขนงที่เป็นผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ซึ่งได้ร่วมกันสร้างชุมชนใต้ดินแห่งนี้ขึ้นมา เพื่อหลีกหนีจากสภาพอุณหภูมิพื้นผิวโลกที่สูงจนทำให้อวัยวะภายในล้มเหลวและฝุ่นพิษหนาแน่นเกินกว่าที่จะหายใจได้ ด้วยหวังว่าวันหนึ่งข้างหน้าพวกเขาจะสามารถหาทางฟื้นฟูโลกให้กลับมาสมบูรณ์อย่างในอดีต

วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ความทรงจำหนึ่งซึ่งหนักมาก

             ลึกเข้าไปในความมืดที่เยียบเย็น บางอย่างที่ถูกกดทับอยู่ในนั้นรอวันที่จะได้คลี่คลายออกมา เหล็กเส้นข้ออ้อยหนาใหญ่ยื่นทะลุคอนกรีตในสภาพบิดงอผสมกับส่วนของซากคอนกรีตขนาดมหึมามากมายที่ทับซ้อนกัน แต่งแต้มด้วยคราบเชื้อราสีดำที่กัดเซาะกะเทาะเอาสีที่ทาฉาบไว้ให้หลุดลอกออกมา แม้อาจไม่ได้ตั้งใจแต่ที่นี่ดูราวกับเป็นประติมากรรมจากการเรียงซ้อนของชิ้นคอนกรีตนับไม่ถ้วนที่เหยียบย่ำกันเองเพื่อขึ้นไปสู่ยอดปลายหวังเพียงหลุดพัน หากที่นี่จะไม่มีชีวิตหลงเหลืออยู่แต่ร่องรอยของอดีตตึกบางกอกเวิลด์ทาวเวอร์ที่เคยเป็นตึกที่สูงที่สุดในประเทศไทยแห่งนี้ กลับมีความทรงจำมากมายหลับใหลอยู่ทั้งส่วนที่ดีและสิ่งที่ร้าย นับแต่ที่มันจากไปในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2575


วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

ETERNITY

“ไม่คิดว่าเราจะได้อยู่ดูโลกจนถึงวันที่มนุษย์กำเนิดขึ้นมาอีกครั้งนะ” ต้นไม้ลำต้นสูงตระหง่านเสียดฟ้าสื่อสารกับต้นไม้ที่อยู่ถัดไป

“จริงด้วย นานมากเลย ตั้งแต่วันนั้น น่าจะมากกว่าพันปีได้แล้วละมั้ง” ต้นไม้ที่มีลำต้นสูงใหญ่ใกล้เคียงกันตอบกลับ

“ถ้าเปรียบเทียบเวลากับวิวัฒนาการนี้ก็นับว่าเร็วมาก” ต้นไม้ที่ดูเคร่งขรึมกว่าแสดงความคิดเห็น

“แต่สำหรับต้นไม้อย่างพวกเรา ที่เติบโตผ่านฤดูกาลต่าง ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็นับว่านานทีเดียว” ต้นไม้ที่ดูอ่อนโยนกว่าบอก

“นอกจากพวกเราแล้ว ดีที่มีเครือข่ายต้นไม้เพื่อน ๆ ที่คอยสื่อสารกันผ่านโครงข่ายรากใต้ดิน ทำให้ได้รู้ถึงการเปลี่ยนแปลงในส่วนต่าง ๆ ของโลกนะ” 

“ใช่แล้ว ทำให้เราได้รับรู้การเติบโตของเพื่อน ๆ ต้นไม้ เกือบทั้งหมดเลย”

“ทีมงานที่ช่วยกันซ่อมแซมโลก ผ่านการฟื้นฟูดินด้วยราก และฟอกอากาศด้วยใบ” ต้นไม้เคร่งขรึมพูดด้วยความภาคภูมิใจ

“ตอนนี้แสงแดดที่อบอุ่นส่งมาถึงใบของพวกเราแล้ว ดีจังที่พวกเราไม่ยอมถอดใจในวันนั้น” เป็นน้ำเสียงที่เจือด้วยความสุขของต้นไม้อ่อนโยน

วันศุกร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2568

แมลงวันพิการ

 แมลงวันพิการมองดูแมลงวันเกเรที่ติดอยู่บนแผ่นกาวดักแมลงวัน และกำลังดิ้นรนสุดชีวิตเพื่อให้หลุดออกมา

ก่อนหน้านี้แมลงวันเกเรมักพาเพื่อน ๆ มากลั่นแกล้งแมลงวันพิการ ทั้งให้กินขี้ กินซากสัตว์ที่เน่าเหม็น 

ทำให้แมลงวันพิการต้องกล้ำกลืนฝืนกินด้วยความอร่อย 

และรอคอยให้แมลงวันเกเรพาผองเพื่อนมาแกล้งมัน เพื่อจะได้กินซากสัตว์อร่อย ๆ พวกนั้นอีก

แม้มันจะไม่ชอบโดนกลั่นแกล้ง แต่นั่นก็ทำให้มันมีอาหารกิน

เนื่องจากมันพิการมีปีกข้างนึงเล็กกว่าปกติ มันจึงบินได้ไม่ไกล หาอาหารกินเองลำบาก

นี่อาจเป็นทางรอดเดียวของมัน คือเป็น "เหยื่อ"

และมันก็เป็นเหยื่อมืออาชีพที่รู้วิธีอยู่รอด แม้จะช้ำใจแต่ข้างในก็อิ่มท้อง

ขณะที่มันมองแมลงวันเกเรติดแผ่นกาวอยู่นั้น ใจนึงมันก็สมน้ำหน้า แต่อีกใจมันก็กลัวว่าหลังจากนี้จะไม่มีใครพาไปกินขี้

สุดท้ายมันก็ตัดสินใจไปบอกเพื่อน ๆ แมลงวันเกเรให้มาช่วยพาแมลงวันเกเรออกจากแผ่นกาว

พอออกจากแผ่นกาวได้แมลงวันเกเรตรงเข้ามาขอบคุณแมลงวันพิการเป็นการใหญ่

แต่ก็อดที่จะถามไม่ได้ว่า 

"ทั้ง ๆ ที่เราแกล้งนายมาตลอด ทำไมนายถึงยังช่วยเราอีก"

แมลงวันพิการตอบว่า

"เราเข้าใจความรู้สึกของคนที่ต้องการความช่วยเหลือดี 

เพราะเราถูกกลั่นแกล้งมาทั้งชีวิต และรอให้ใครสักคนมาช่วย

แม้จะไม่มี แต่ก็เราบอกกับตัวเองว่า ถ้าวันนึงเรามีโอกาสเลือก

เราจะเป็นผู้ช่วยเหลือ ไม่ใช่ผู้กลั่นแกล้ง"

แมลงวันเกเรได้ยินถึงกับน้ำตาไหลพราก และโผเข้ากอดแมลงวันพิการ จนขาที่ยังเปื้อนกาวติดกันพัลวัน

ต้องใช้เวลาอยู่นานกว่าทั้ง 2 ตัวจะแยกออกจากกันได้

แมลงวันเกเรสัญญาว่าต่อไปนี้จะไม่แกล้งแมลงวันพิการอีก 

ทำให้แมลงวันพิการแอบช็อกอยู่ในใจ เพราะกลัวจะไม่มีใครพาไปกินขี้อีก

วันรุ่งขึ้นแมลงวันเกเรและพรรคพวกจึงพาแมลงวันพิการไปกินขยะเปียกที่สดใหม่จากร้านอาหาร

แม้กลิ่นเหม็นเน่าจะไม่เร้าใจ แต่ก็มีความหลากหลายให้เลือกสรร

วันศุกร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568

กระทิงดำ

 ในวันที่พ่อมันจากไป ทำให้ลูกกระทิงหวนคิดถึงช่วงเวลาที่พ่อของมันยังอยู่

ภาพของกระทิงตัวสูงกว่า 2 เมตร มัดกล้ามแน่นเด่นชัด ขนสีดำเงา แววตาองอาจ

คอยตรวจตราดูแลความปลอดภัยของฝูง  ทุกครั้งที่พาฝูงลงมากินหญ้าที่ริมน้ำในตอนเย็น

จากนั้นก็พาฝูงเข้ามานอนในป่ารกที่ปลอดภัย ยืนเฝ้าระวังให้ฝูงตลอดคืน

ทำให้ฝูงกระทิงเกือบ 20 ตัวนี้ อยู่รอดมาได้อย่างดี

กระทิงในฝูงก็ใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจและวางใจในตัวพ่อของมัน

ด้วยภาระของพ่อ ทำให้มันกับพ่อไม่ค่อยมีเวลาเล่นด้วยกันมากนัก 

แม้มันจะน้อยใจอยู่บ่อย ๆ ในเรื่องนี้ แต่มันก็แอบชื่นชมพ่อมันอยู่ในใจเสมอถึงความเสียสละที่มีให้กับฝูง

มีบางครั้งเวลาที่พ่อเดินเข้ามาดูแลมันใกล้ ๆ มันก็จะดีใจและเข้าไปคลอเคลีย ทำให้รับรู้ได้ถึงความห่วงใยจากพ่อของมัน

นั่นคือความทรงจำที่ดีที่สุดที่มันมีกับพ่อ

ความทรงจำส่วนนี้จะเป็นแรงผลักดันให้มันเติบโตและแข็งแรงขึ้น

จนกว่าจะถึงวันที่พ่อของมันกลับเข้าฝูงอีกครั้งในฤดูผสมพันธุ์


วันศุกร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568

ตัวนิ่ม

ตัวนิ่มตัวหนึ่งขดตัวอยู่ในโพรงใต้ดินด้วยความกลัว มันเพิ่งอายุได้  4 เดือนแต่กลับต้องพรากจากแม่

ตั้งแต่เกิดมันจะเกาะอยู่ที่โคนหางของแม่ตลอดเวลา ไม่ว่าแม่มันจะไปไหนมันก็จะเกาะติดไปด้วยไม่เคยห่าง

จนวันหนึ่งที่มันเริ่มโตพอจะแยกจากแม่ มันจึงลองไปหามด หาปลวกกินเอง

แต่ด้วยความที่มันยังไม่ชำนาญ มันจึงเดินไปเจอเข้ากับพวกลักลอบล่าสัตว์ป่า แม้จะไม่ใช่ระยะประชิด แต่มนุษย์พวกนั้นก็ได้ยินเสียงของมันและกำลังเดินเข้ามาตามเสียง

มันทั้งตกใจทั้งกลัวมากจนทำอะไรไม่ถูก แต่จู่ ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นจากฝั่งตรงข้าม เป็นเสียงเดินของสัตว์ที่ดึงดูดพวกลักลอบล่าสัตว์ป่าให้ตามไป

มันโล่งใจมาก จากนั้นก็ค่อย ๆ เดินกลับไปหาแม่ 

แต่ไม่เจอ

ในโพรงใต้ดินที่มันนอนกับแม่ทุกวันมีแต่ความว่างเปล่า

มันร้อนใจจึงปีนขึ้นต้นไม้เพื่อมองหาแม่

ในที่สุดมันก็เจอแม่ของมัน อยู่ในกรงที่มนุษย์แบกไป

ทั้งคู่ได้สบตากัน

แม่ยิ้มให้มัน

เป็นรอยยิ้มที่ทำให้มันรู้ว่า เสียงที่ดึงความสนใจของพวกล่าสัตว์ป่าไปคือเสียงของแม่มัน และทำเพื่อช่วยมันนั่นเอง

เพราะตลอดมาแม่ของมันระมัดระวังตัวเป็นอย่างดีจึงไม่มีทางที่จะโดนจับได้ นอกจากจะตั้งใจเอง

เมื่อรู้ความจริงมันถึงกับหมดแรงจนหล่นลงมาจากต้นไม้ 

นอนนิ่งอยู่ที่พื้น ก่อนจะทิ้งตัวลงไปในโพรงแล้วนอนขดตัวร้องไห้อยู่อย่างนั้น

หลายวันแล้วที่มันนอนขดตัวร้องไห้อยู่ในโพรงด้วยความกลัว จนในที่สุดมันก็ทนการจู่โจมของความหิวไม่ได้

ทำให้มันนึกถึงตอนที่มันยังเล็ก มันกลัวความมืดมาก ๆ และทุกครั้งแม่จะม้วนตัวกอดมันเข้ามาที่กลางอก แล้วบอกกับมันว่า

"ไม่ต้องกลัวไปหรอก เพราะความมืดนั้นอ่อนแอ เวลาเจอแสงสว่าง ความมืดก็จะหนีไป เพียงแค่เจ้าเดินเข้าหาแสงสว่าง ความมืดก็จะหายไปเอง"

พอตอนเช้ามันก็จะได้เห็นแสงสว่างขับไล่ความมืดไปทุกครั้ง อย่างที่แม่มันบอก

ในที่สุดมันก็ไม่กลัวความมืดอีกแล้ว

ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ถ้ามันยังมัวแต่กลัวอย่างนี้ก็คงจะทำให้แม่ของมันผิดหวัง

สิ่งที่มันจะตอบแทนการเสียสละของแม่มันได้ คงจะเป็นการมีชีวิตให้ดีต่อไป

เพื่อที่วันหนึ่งมันจะไปช่วยแม่ของมันกลับมาให้ได้...มันคิดอย่างนั้น


วันศุกร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2568

แมลงกุดจี่

 ในขณะที่ตะวันกำลังเคลื่อนตัวลับขอบฟ้า นกกางเขนตัวเมียก็ถามตัวผู้ว่า "เธอเคยรู้สึกสับสนไร้ทางออก หาทางไปไม่ได้มั้ย"

"ทำไมถึงถามแบบนี้ละ" นกกางเขนตัวผู้ถามกลับ

"เวลาที่แสงสว่างกำลังจะเปลี่ยนเป็นความมืดแบบนี้ บางทีมันก็ทำให้รู้สึกอ้างว้าง ว่างเปล่าน่ะ" นกฯ ตัวเมียอธิบายเพิ่ม

"เมื่อก่อนเราก็เคยรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน แต่พ่อเราเคยเล่าเรื่องนึงให้ฟัง" นกฯ ตัวผู้บอก

"เรื่องอะไรเหรอ" นกฯ ตัวเมียถาม

"เรื่องของแมลงปีกแข็งชนิดหนึ่ง ที่อาจจะดูสกปรกและต่ำต้อย แต่มันไม่เคยสับสนหรือหลงทางในชีวิตเลย มันใช้ชีวิตอยู่กับกองมูลสัตว์ เช่น ขี้วัว ขี้ควาย หรือขี้ช้าง พอมันได้กลิ่นขี้วัว มันก็จะบินเข้าไปแบ่งเอาขี้ออกมา แล้วกลิ้งไปเรื่อย ๆ บนพื้นดิน โดยที่ใช้ขาหลังดัน แล้วหันหน้าลงดิน ดันก้อนขี้ถอยหลังไปเรื่อย ๆ " นกฯ ตัวผู้เล่า

"แล้วมันมองเห็นทางได้ยังไง" นกฯ ตัวเมียถาม

"นั่นแหละ เราก็ถามพ่อแบบนั้นเหมือนกัน" นกฯ ตัวผู้ตอบแล้วก็เล่าต่อ

"พ่อเราบอกว่ามันไม่จำเป็นต้องมองทาง เพราะสิ่งที่มันใช้นำทางอยู่บนท้องฟ้า" นกฯ ตัวผู้หยุดเล่านิดนึงด้วยความลีลา

"ก้อนเมฆเหรอ?" นกฯ ตัวเมียลองเดา

"เป็นแสงสว่างน่ะ ทั้งจากดวงอาทิตย์ในตอนกลางวัน ดวงจันทร์ในตอนกลางคืน สำหรับคืนเดือนมืด แสงของทางช้างเผือกก็เป็นแสงนำทางของมันได้" นกฯ ตัวผู้อธิบาย

"สุดยอด แมลงตัวเล็ก ๆ กลับใช้แสงจากดวงดาวที่แสนไกลนำทางได้" นกฯ ตัวเมียปลาบปลื้ม

"ใช่มั้ยละ ถ้าเราเลือกแสงนำทางถูก ชีวิตจะไม่มีวันหลงทางอีกเลย เหมือนที่เราเลือกเธอเป็นแสงนำทางของเรา" นกฯ ตัวผู้พูดพร้อมส่งรอยยิ้มให้นกฯ ตัวเมีย

นกตัวเมียเขินจนเผลอผลักนกฯ ตัวผู้ตกต้นไม้ลงไป ดีที่นกฯ ตัวผู้บินขึ้นมาได้ทัน ไม่งั้นอาจได้เป็นเกิดเป็นดวงดาวในทางช้างเผือกแล้ว

วันศุกร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2568

กระรอกนักสะสม

 กระรอกเอ นัดประชุมชาวกระรอกทั้งหมด เพื่อหาพื้นที่กลางในการเก็บอาหาร

เนื่องจากที่ผ่านมากระรอกเอ มองเห็นถึงปัญหาของชาวกระรอกที่มักเอาอาหารไปซ่อนตามที่ต่าง ๆ แล้วหาไม่เจอ

เพื่อให้การเก็บอาหารของชาวกระรอกมีประสิทธิภาพ กระรอกเอเลยหาพื้นที่กลางที่อยู่บนเนิน น้ำไม่ท่วม ปลอดภัยและหาเจอง่าย เป็นที่เก็บอาหาร

ในการประชุมมีกระรอกบางส่วนที่ไม่เข้าประชุม และเป็นที่แน่นอนว่ากระรอกเหล่านั้นไม่ได้เอาอาหารมาเก็บไว้ในพื้นที่กลาง

พอเรื่องเป็นแบบนั้น กระรอกเอจึงเรียกประชุมอีกครั้ง และก็เป็นเช่นเคย กระรอกบางส่วนไม่เข้าประชุม

กระรอกเอทั้งโมโหและเสียใจ จนไม่อยากเป็นหัวหน้าชาวกระรอก 

ความรู้ไปถึงหูของกระรอกอาวุโส ที่แม้จะหูไม่ค่อยดีแล้ว แต่ก็ยังพอจับใจความสำคัญได้ จึงแบกสังขารตัวเองออกมาคุยกับกระรอกเอ

"ผมใช้เวลาหลายสัปดาห์เพื่อหาพื้นที่เก็บอาหารที่ดีที่สุด แล้วต้องใช้เวลาอีกหลายวันเพื่อนัดกระรอกทุกตัวมาประชุม แล้วดูสิ่งที่ได้สิ" กระรอกเอตัดพ้อ

กระรอกอาวุโสเดินง่อนแง่นมานั่งข้าง ๆ กระรอกเอ แต่เกือบจะพลัดตกลงไปจากต้นไม้ ดีที่กระรอกเอคว้าไว้ได้ทัน แล้วดึงมานั่งข้าง ๆ 

"อ่าา ขอบใจเจ้ามากนะ ที่ช่วยข้าไว้ ไม่งั้นข้าคงได้ลงไปคุยกับรากมะขามแล้ว" กระรอกอาวุโสยิ้มอ่อนให้กระรอกเอ ก่อนจะพูดต่อ

"เท่าที่ข้าอยู่มาจนป่านนี้ สิ่งนึงที่บอกเจ้าได้อย่างแน่นอนคือ เราไม่อาจทำให้ทุกคนเป็นอย่างที่เราคิดได้ แต่ถ้าเรามั่นใจว่าสิ่งที่เราทำเป็นเรื่องถูกต้อง ก็จงทำต่อไป แล้วผลของมันจะแสดงตัวออกมาในสักวันหนึ่ง" กระรอกอาวุโสพูดจบก็ยิ้มอ่อนอีกครั้ง

กระรอกเอแม้มีความอัดอั้นอยู่ภายในใจเป็นหมื่นล้านคำ แต่ดูจากสภาพของกระรอกอาวุโสแล้ว การพาท่านกลับไปนอนพักผ่อนน่าจะเป็นการดีกว่า 

หลังจากที่กระรอกเอ พากระรอกอาวุโสเข้าที่พักแล้ว ความวิตกจากเรื่องการเก็บอาหารก็เบาบางลง เพราะมาวิตกกับสภาพของกระรอกอาวุโสแทน...

ในปีนั้นสภาพอากาศแปรปรวนเกิดความแห้งแล้งอย่างหนักและยาวนาน จนทำให้อาหารขาดแคลน ชาวกระรอกส่วนใหญ่ไม่สามารถหาอาหารได้

กระรอกเอจึงพาชาวกระรอกไปรับอาหารที่พื้นที่เก็บอาหารกลาง

ทำให้ชาวกระรอกพอจะมีอาหารกินประทังชีวิตให้ผ่านพ้นความอดอยากในครั้งนี้ไปได้

ภาพรอยยิ้มและความสุขของชาวกระรอกที่ได้รับการแจกจ่ายอาหารทำให้กระรอกเอเข้าใจในสิ่งที่กระรอกอาวุโสพยายามจะสื่อสาร

"คุณค่าของมันไม่ได้อยู่ที่ทุกคนทำตามเรา แต่อยู่ที่ว่าสิ่งที่เราทำเป็นประโยชน์ต่อทุกคนหรือเปล่า"


วันศุกร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2568

ตั๊กแตนตำข้าว

 ตั๊กแตนตำข้าวเอ เห็นเพื่อนนั่งตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวจึงเดินเข้าไปถามไถ่

"เป็นไง ทำไมนั่งตัวสั่นอย่างนั้นเพื่อน" 

ตั๊กแตนตำข้าวบีหันมามองตั๊กแตนฯ เอ ด้วยแววตาหวาดกลัวแล้วหันกลับไปก้มหน้าตามเดิม

ตั๊กแตนฯ เอนั่งลงข้าง ๆ ตั๊กแตนฯ บี แล้วถามต่อ

"เกิดอะไรขึ้น ลองเล่าให้เราฟังมั้ย เผื่อจะสบายใจขึ้น"

ตั๊กแตนฯ บีเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะพูดขึ้น

"เราตัดสินใจแล้วว่าชั่วชีวิตนี้จะไม่มีเมียว่ะเพื่อน"

"อ้าว! ทำไมละ" ตั๊กแตนฯ เอถาม

"เมื่อเช้าเราเห็นรุ่นพี่กับแฟนเค้าผสมพันธุ์กัน แต่ไม่ทันไรรุ่นพี่ก็โดนแฟนกัดหัวจนขาด ที่สำคัญส่วนลำตัวของรุ่นพี่ก็ยังผสมพันธุ์ต่อไปจนเสร็จ 

แต่หลังจากนั้นก็โดนแฟนเค้ากินจนหมดไม่เหลือซาก น่ากลัวโคตร" ตั๊กแตนฯ บี เล่าด้วยความกลัว

"เราก็เคยได้ยินเรื่องนี้มา น่ากลัวจริง ๆ แต่พวกพี่ ๆ เค้าเคยบอกกับเราว่า สักวันหนึ่งถ้าเรารักใครจริง ๆ เราจะยอมสละได้แม้แต่ชีวิต" ตั๊กแตนฯ เอบอก

"งั้นเราก็จะไม่รักใครละ จะได้ไม่ต้องสละชีวิตตัวเอง" ตั๊กแตนฯ บีกล่าว

"นั่นสิเนาะ แต่พวกพี่ ๆ เค้าก็บอกอีกว่า ตัวเมียต้องการสารอาหารไปเลี้ยงไข่และตัวอ่อนที่จะเกิดมา ตัวผู้จึงสละชีวิตตัวเองเพื่อเป็นสารอาหารให้กับเมียและลูก ๆ" ตั๊กแตนฯ เอพูดเสริม แล้วทั้งคู่ก็มองหน้ากัน 

สักพักตั๊กแตนฯ เอก็พูดต่อว่า "ธรรมชาติก็คงมีเป้าหมายของมันแหละเนาะ"

"แต่พวกเราก็ควรมีเป้าหมายของพวกเราเอง คือไม่มีเมีย" ตั๊กแตนฯ บีพูด แล้วก็ลุกขึ้นยืนอย่างผ่าเผย พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นตั๊กแตนตำข้าวสาวสวยบินเข้ามาเกาะที่กิ่งไม้ข้าง ๆ มันเหม่อมองความงามนั้นอย่างเลื่อนลอย

ตั๊กแตนฯ เอเห็นดังนั้นก็อุทานขึ้นในใจว่า "แย่แล้ว!"

และพยายามจะเรียกสติของตั๊กแตนฯ บีกลับมา แต่ก็สายเกินไป เพราะตั๊กแตนฯ บีได้บินเข้าไปเกี้ยวพาราสีตั๊กแตนตำข้าวสาวสวยตัวนั้น เพื่อจะผสมพันธุ์กัน

ตั๊กแตนฯ เอได้แต่ยืนมองแล้วพูดกับตัวเองว่า "ในที่สุดพวกเราก็ไม่อาจหนีพ้นไปจากกฎของธรรมชาติได้ ขอให้มีความสุขในวินาทีสุดท้ายนะเพื่อน"


วันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

นกนางนวลธรรมดา

 "ผมไม่อยากไปเมืองไทยอ่ะ ผมจะอยู่ที่ไซบีเรียนี่แหละ" นกนางนวลธรรมดาบ่นกับพ่อ

พ่อของมันได้ยินลูกบ่นมาหลายรอบในช่วงนี้ 

ซึ่งเป็นช่วงที่พวกมันต้องเร่งกินอาหารตุนไว้สำหรับการบินข้ามประเทศจากไซบีเรียไปเมืองไทย นับเป็นระยะทางหลายพันกิโลเมตร

หากไม่สะสมอาหารไว้ในร่างกายให้เพียงพอ พวกมันอาจตายได้ระหว่างที่เดินทาง

พ่อมันคิดวิธีกล่อมลูกชายอยู่หลายแบบ ในที่สุดพ่อมันก็ตัดสินใจเล่าเรื่องสำคัญเรื่องนึงให้ลูกฟัง

"ก่อนที่ลูกจะเกิด พ่อเคยมีพี่ชายที่สนิทกันมากอยู่ตัวหนึ่ง

พวกเราพี่น้องบินเคียงข้างกันมาตลอด ไปกลับเมืองไทยกับไซบีเรียก็หลายรอบ

แต่วันหนึ่ง พี่ชายของพ่อก็พูดเหมือนลูก

คือไม่อยากบินไปเมืองไทยอีกแล้ว อยากอยู่ที่ไซบีเรียตลอดทั้งปี โดยไม่สนใจเรื่องความหนาวเย็น

พ่อทั้งขอร้อง ทั้งด่า ทะเลาะกัน หรือพูดดี ๆ ยังไง พี่ชายของพ่อก็ไม่ยอมบินไปด้วยกัน

สุดท้ายเมื่อ นกนางนวลธรรมดา ทั้งฝูงบินไปเมืองไทย 

ก็มีเพียงพี่ชายของพ่อที่ยืนอยู่ที่นี่"

แล้วพ่อมันก็เหม่อมองไปยังจุดที่ยอดภูเขาน้ำแข็งบรรจบกับท้องฟ้า

มองอยู่นานจนลูกอดรนทนไม่ได้ต้องถามขึ้นว่า

"แล้วเป็นยังไงต่อฮะ ลุงเค้าเป็นยังไง"

พ่อมันหันมามองหน้ามันด้วยแววตาเศร้าสร้อย

"พวกเราบินไปอยู่ที่เมืองไทยหลายเดือน เพื่อวางไข่แล้วรอให้เด็ก ๆ โตจนบินได้ ถึงบินกลับมาไซบีเรีย

พอมาถึงพ่อก็ตามหาพี่ชายของพ่อไปทั่ว จนไปเจอก้อนน้ำแข็งก้อนหนึ่งที่กำลังละลาย แต่ข้างในกลับเป็นใบหน้าที่พ่อคุ้นเคย"

ลูกชายฟังมาถึงตรงนี้ถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ แล้วพ่อมันก็พูดต่อว่า

"ใช่แล้ว เป็นพี่ชายของพ่อเอง เค้ายืนอยู่ในท่าที่มองไปยังเมืองไทย" พูดจบพ่อของมันก็ถึงกับสะอื้น

พวกมันสองพ่อลูกต่างกอดกันร้องไห้ให้กับพี่ชายที่จากไปของพ่อ

หลังจากมันฟังเรื่องราวนั้นแล้ว มันก็เร่งกินอาหารตุนจนทำน้ำหนักเพิ่มขึ้นถึง 50%

เมื่อถึงวันต้องเดินทาง มันและพ่อก็บินคู่กันอย่างมันคง

จนบินมาถึงยอดเขาที่พ่อมันมองตอนเล่าเรื่องพี่ชาย

มันจึงพยายามก้มมองหาศพของลุงที่ยืนมองเมืองไทย แต่ก็หาไม่เจอ เลยหันมาถามพ่อ

"พ่อครับ ศพลุงที่ยืนบนยอดเขาไม่อยู่แล้วเหรอครับ ผมหาไม่เจอเลย"

พ่อมันหันมาตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า "พ่อเป็นลูกคนเดียวนะ"

พอได้ยินแบบนั้นลูกมันก็อุทานออกมา "พ่ออออออ!"

พ่อมันหัวเราะก่อนจะบอกมันว่า 

"ถ้าลูกไม่บินมากับพวกเรา แล้วดึงดันจะอยู่ที่ไซบีเรีย ก็จะต้องเป็นเหมือนพี่ชายในจินตนาการของพ่อนั่นแหละ

ธรรมชาติสร้างให้เรามาเป็นแบบนี้ พอหน้าหนาวเราก็บินไปเมืองไทย พอหน้าร้อนเราก็บินมาไซบีเรีย

ลองคิดดูว่าจะมีสิ่งมีชีวิตสักกี่ชนิดที่ใช้กำลังของตัวเองบินได้ระยะทางไกลแบบนี้

นั่นทำให้เราได้เห็นโลกในมุมที่ไม่มีใครได้เห็นนะ"

มันเซ็งที่โดนพ่อหลอก แต่เมื่อมองวิวรอบ ๆ ตัวที่มันได้เห็นผ่านการบินข้ามทวีป มันก็ได้เห็นโลกในมุมมองที่ต่างไปจริง ๆ

วันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

ช้างผู้หนักแน่น

 "แกดูอีช้างพวกนี้สิ เดินไปที่ไหนก็สร้างความเสียหายไปทั่ว ต้นไม้หักพังเป็นแถบ" ตั๊กแตนบ่น

"นั่นสิ แล้วพวกมันก็ขยันเดินด้วยนะ วันนึงเดินตั้งหลายกิโลเมตร ชั้นเองก็เกือบโดนเหยียบไปหลายทีแล้ว" แมลงเต่าทองร่วมวงนินทาด้วย

"แล้วพวกมันก็หน้าด้านหน้าทน เดินไม่สนที่เค้าถิ่นใคร อยากไปตรงไหนก็ไป พวกเราแมลงตัวเล็ก ๆ ก็ทำได้แค่คอยหลบคอยหลีก" ตั๊กแตนระบายความอัดอั้น

"บางครั้งชั้นนอนหลับอยู่บนกอหญ้า พวกมันก็พ่นน้ำเล่นใส่กันจนเปียกเฉอะแฉะไปหมด ชั้นนี่บินหนีแทบไม่ทัน" แมลงเต่าทองเผยนาทีชีวิต

ตั๊กแตนกับเต่าทองเกาะอยู่แถวกอหญ้าข้างทางที่โขลงช้างเดินผ่าน พอเห็นช้างเดินผ่านไปก็เริ่มต้นนินทาช้างโขลงนั้นอย่างเมามัน

ช้างสาวน้อยที่เดินรั้งท้ายได้ยินพวกแมลงนินทาก็รู้สึกโมโหแล้วอยากเดินกลับไปเหยียบให้บี้แบน จึงถามช้างจ่าฝูงว่า

"ป้าค่ะ หนูขอเดินกลับไปเหยียบพวกแมลงที่มันนินทาเราได้มั้ยค่ะ"

ช้างแม่แปรกที่เป็นจ่าฝูงก็ตอบกลับมา

"จะทำอย่างนั้นไปทำไมละจ๊ะ จะว่าไปเค้าก็พูดถูกในมุมมองของเค้า

แล้วถ้าเราไม่ชอบใจเราก็ไม่ต้องเก็บมาก็ได้นี่

เหมือนเวลาที่เราเดินผ่านป่ารก ๆ กิ่งไม้ต่าง ๆ ก็หักหล่นลงมาใช่มั้ย"

ช้างสาวน้อยพยักหน้าตอบ "ใช่ค่ะ"

ช้างแม่แปรกเลยพูดต่อ

"พวกเราก็เดินผ่านกิ่งไม้หักพวกนั้น ไม่เคยพกแบกไปด้วยใช่มั้ย"

"ก็ใช่ค่ะ" ช้างสาวน้อยตอบ

"ก็นั่นแหละ ถ้าเราไม่แบกกลับมา กิ่งไม้แห้งพวกนั้นก็จะกองอยู่ตรงนั้น

เหมือนกับคำนินทานั่นแหละ ถ้าเราไม่รับมา มันก็จะกลับไปหาคนที่พูดนั่นเอง

เราไม่ต้องแย่งเค้ามาหรอกเนาะ ให้เค้าเก็บไว้เถอะ" ช้างแม่แปรกพูดเตือนสติ

ช้างสาวน้อยหัวเราะคิกคัก "ดีเลยค่ะ หนูไม่ไปแย่งคำนินทาเค้ามาละ ให้เค้าเก็บไว้เองเลย ฮิฮิ"

จากนั้นช้างแม่แปรกก็พูดอธิบายต่อ

"แต่จริง ๆ แล้วการที่ช้างตัวใหญ่ ๆ อย่างพวกเรา เดินผ่านป่ารก ๆ จนเกิดเป็นทางเดินขึ้นมา

มันช่วยให้สัตว์กินพืชที่ตัวเล็กกว่าเราสามารถใช้เส้นทางนี้ในการหาอาหารกินได้อีกด้วย

พวกเราก็เหมือนทำหน้าที่บุกเบิกเส้นทางให้สัตว์ตัวอื่น ๆ ในป่าไปในตัวนั่นเอง"

ช้างสาวน้อยได้ฟังก็ตาลุกวาวด้วยความภูมิใจ

"ดีเลยค่ะ พวกเราเป็นช้างผู้สร้างเส้นทางให้สัตว์ในป่า เย้!"

วันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

เสือดาวผู้เข้าใจ

 นกหกเล็กปากแดง บินมาเกาะอยู่บนกิ่งไม้สูง ที่ด้านล่างมีเสือดาวนอนหลับอยู่บนต้นไม้ใหญ่

นกฯ มองเสือดาวอยู่นาน จนเสือดาวตื่นขึ้นมาและจ้องมองที่มัน

นกฯ ถามเสือดาวว่า "นายเคยอยากเป็นนกมั้ย"

"ไม่เคย" เสือดาวตอบ

"แต่เป็นนกมีอิสระจะบินไปที่ไหนก็ได้นะ" นกฯ พูดต่อ

"แล้วเธอบินไปที่ไหนมาบ้างละ" เสือดาวถาม

"ชั้นบินไปทั่วป่าเลยตั้งแต่ทางเหนือจนทางใต้ ตั้งแต่ทางตะวันออกถึงทางตะวันตก ได้เห็นอะไรเยอะแยะเลย" นกฯ ตอบ

"ดีแล้ว" เสือดาวตอบสั้น ๆ

"โธ่ นายตอบซะชั้นไม่รู้จะไปต่อยังไงเลย" นกฯ ตัดพ้อ

เสือดาวยิ้มแล้วหลับตาลงนอนอีกครั้ง

นกยังชวนเสือดาวคุยต่อ

"นายไม่เบื่อเหรอที่ต้องอยู่ที่เดิมใช้ชีวิตแบบเดิม ๆ ทุกวัน"

เสือดาวลืมตามขึ้นมามองนกฯ อีกครั้ง ก่อนจะพูดว่า

"ตรงนี้ของวันนี้กับตรงนี้ของเมื่อวานก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียวนะ"

นกฯ เอียงคอเล็กน้อยด้วยความฉงน

"เธอเคยสังเกตมั้ยว่าดวงอาทิตย์ที่ขึ้นในแต่ละวันไม่เหมือนเดิม

เมฆก็เปลี่ยนไป สายลมก็เปลี่ยนแปลง 

เสียงและบรรยากาศรอบตัวเราแปรเปลี่ยนอยู่ตลอด"

นกฯ ถึงกับอึ้งไปกับสิ่งที่เสือดาวบอก และเสือดาวก็พูดต่อว่า

"การที่บินไปยังที่ต่าง ๆ ได้แบบเธอก็คงจะดีมากเลย

แต่การได้อยู่ที่ตรงนี้และมองเห็นรายละเอียดรอบตัวที่เลื่อนไหลไปมันก็งดงามมากเลย"

นกทั้งอึ้งและชื่นชมในมุมมองของเสือดาว แต่ก็อดถามไม่ได้

"นายมองเห็นความงามของสิ่งต่าง ๆ อย่างนี้ แล้วทำไมยังฆ่าสัตว์อื่นกินอีกละ"

เสือดาวนิ่งไปก่อนจะตอบ

"นั่นเป็นสิ่งที่เราเลี่ยงไม่ได้ ธรรมชาติของเราเป็นอย่างนั้น

แต่เราก็ทำเท่าที่จำเป็น และขอบคุณทุกชีวิตที่คอยหล่อเลี้ยงให้เรายังมีชีวิตอยู่"

นกฯ มองเสือดาวอย่างครุ่นคิด เสือดาวยังคงพูดต่อ

"ในขณะที่มีชีวิตเราจะใช้มันอย่างดีที่สุด และหวังว่าร่างกายนี้จะเป็นประโยชน์ต่อธรรมชาติที่คอยดูแลเราในวันที่เราจากไป"

พูดจบเสือดาวก็หลับตาลง ส่วนนกหกเล็กปากแดงก็บินออกมาด้วยความคิดและมุมมองที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป


วันศุกร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2568

นกกระเต็นสายตาสั้น

 นกกระเต็นสายตาสั้น กำลังฝึกจับปลา 

ด้วยความที่มันสายตาสั้น เวลาที่มันมองปลาในแม่น้ำจากบนกิ่งไม้ มันจึงเห็นเป็นภาพราง ๆ 

เมื่อมันตัดสินใจบินโฉบลงไปจับปลาจึงมักจะพลาด

มันฝึกซ้อมอยู่หลายวันแต่ก็ยังจับปลาไม่ได้สักตัว ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปมันคงอดตายแน่ ๆ 

มันลองบินลงมาเกาะอยู่ที่กิ่งไม้ใกล้ ๆ น้ำ เพื่อจะได้เห็นปลาชัด แต่ปลาก็จะมองเห็นมันและว่ายหนีไป

มันเริ่มท้อใจและนึกถึงช่วงเวลาที่มันเป็นลูกนกอยูู่ในรังที่พ่อกับแม่หาอาหารมาป้อนให้

ช่างเป็นช่วงเวลาที่แสนสบายและมีความสุข

แต่เมื่อมันโตเต็มวัยและต้องออกไปสร้างอาณาเขตของตัวเอง

แม่มันก็กำชับว่า "อย่ายอมแพ้อะไรง่าย ๆ ให้เชิดหน้าสู้เข้าไว้"

พอมันนึกถึงตรงนี้ก็สูดลมหายใจลึก ๆ หนึ่งที แล้วเชิดหน้าขึ้น

"อ๊าก!" มันร้องเสียงดังในใจ เพราะเมื่อมันเชิดหน้าขึ้นแสงแดดตอนเที่ยงก็ส่องเข้าตามันอย่างจังจนตาพร่า

"เชิดหน้าจนตาเกือบบอด ไม่น่าเลยเรา" มันคิดในใจ แต่เอ๊ะ! เหมือนมันจะคิดอะไรบางอย่างขึ้นได้

มันคิดว่าเป็นไอเดียที่ไม่เลว จึงตัดสินใจลองทำดู

มันหลับตาแล้วบินสูงขึ้นไปเข้าหาดวงอาทิตย์ ก่อนจะทิ้งตัวลงมาในทิศทางเดิม

เมื่อได้ระยะที่ใกล้แม่น้ำพอที่มันจะมองเห็นปลาได้ มันก็หยุดและบินอยู่กับที่กลางอากาศให้ดวงอาทิตย์อยู่ด้านหลัง

ทำให้ปลาที่มองย้อนแสงขึ้นมาไม่เห็นตัวมัน

คราวนี้มันมองเห็นปลาในน้ำชัดพอที่จะโฉบลงไปจับได้

"ฟุ่บ!" เสียงมันโฉบลงไปจับปลาขึ้นมา 

ปลาตัวเล็กสีขาวดิ้นอยู่ในปากมัน ก่อนที่มันจะกลืนลงไปทั้งตัว

"ฮ่าห์! อร่อยจัง" มันพูดกับตัวเอง

มันดีใจที่ในที่สุดมันก็หาวิธีจับปลาจนได้

และขอบคุณแม่ของมันที่สอนให้มันเชิดหน้าในวันที่ท้อแท้

ถ้าตาไม่บอดไปซะก่อนก็จะจับปลาได้นั่นเอง

วันศุกร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2568

ค้างคาวขี้บ่น

 ฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน ทำให้ฝูงค้างคาวที่อยู่ในถ้ำไม่สามารถออกหากินได้

ค้างคาวบีบ่นเรื่องฝนตกทั้งวัน จนค้างคาวซีที่เกาะอยู่ใกล้ ๆ รำคาญมาก

แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะค้างคาวตัวอื่น ๆ ก็เกาะอยู่ในถ้ำนี้จนเต็มไปหมด ไม่มีที่อื่นให้เกาะอีกแล้ว จึงต้องทนฟังค้างคาวบีบ่นอยู่อย่างนั้น

จนมาถึงเย็นวันหนึ่งที่ฝนหยุดตก ท้องฟ้าปลอดโปร่ง ฝูงค้างคาวจึงบินออกไปหาแมลงกิน

แต่ค้างคาวบีก็ยังบินตามมาบ่นเรื่องฝนตกให้ค้างคาวซีฟังอีก

"นายก็หาแมลงกินไปสิ จะมัวบ่นทำไม" ค้างคาวซีพูด

"แต่มันอดโมโหไม่ได้นี่ เพราะฝนตกหนักทำให้พวกเราต้องเกาะอยู่ในถ้ำตั้งกี่วันที่ออกมาหากินไม่ได้ หิวจะตาย" ค้างคาวบีตอบ

ค้างคาวซีพยายามบินหนี ค้างคาวบีก็บินตาม

ในที่สุดมันจึงบินไปหาค้างคาวผู้เฒ่าเพื่อขอความช่วยเหลือ

"ผู้เฒ่าครับช่วยผมด้วย" ค้างคาวซีบอกค้างคาวผู้เฒ่า

"เกิดอะไรขึ้นละ" ค้างคาวผู้เฒ่าถาม

"ก็บีนะสิครับ มันตามมาบ่นเรื่องฝนตกกับผมไม่เลิก จนผมเครียดไปหมดแล้วเนี่ย" ค้างคาวซีตอบ

"ค้างคาวผู้เฒ่าก็น่าจะโมโหเหมือนผมแหละ ก็ฝนตกติดต่อกันหลายวันมันทำให้พวกเราไม่ได้กินอะไรเลยนี่ครับ" ค้างคาวบีพูดกับค้างคาวผู้เฒ่า

"ก็จริงเนาะ" ค้างคาวผู้เฒ่าตอบ

"เห็นมั้ยละ ท่านผู้เฒ่าก็คิดเหมือนชั้น มีแต่นายนั่นแหละที่ทำเป็นไม่สนใจ" ค้างคาวบีพูด

ทำให้ค้างคาวซีถึงกับยกมือเล็ก ๆ ขึ้นกุมขมับ

"แต่วันนี้ฝนก็ไม่ตกแล้วนี่เนาะ" ค้างคาวผู้เฒ่าพูดต่อ

"ใช่ครับ" ค้างคาวบีตอบ

"ถ้าอย่างนั้นเราจะมัวจมอยู่กับความเศร้าของวันวานไปทำไม เมื่อวันนี้เป็นวันที่ดีและมีท้องฟ้าสดใส" ค้างคาวผู้เฒ่าพูดแฝงแง่คิด

ค้างคาวซีมีดวงตาสดใสขึ้นมาแล้วมองไปที่ค้างคาวบีในความหมายว่า "เป็นไงละมึง"

ค้างคาวบีถึงกับพูดไม่ออกไปพักนึง ก่อนจะบอกว่า

"งั้นผมไปหาแมลงกินอย่างมีความสุขก่อนนะครับ" แล้วก็บินออกไป

ค้างคาวซีขอบคุณค้างคาวผู้เฒ่าเป็นการใหญ่ ก่อนจะบินออกไปอีกทาง

พอค้างคาวบีหันมาเห็นแบบนั้น จึงบินวกกลับมาเพื่อไปหาแมลงกินข้าง ๆ ค้างคาวซีต่อไป


วันศุกร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2568

นากเห็นแก่ตัว

นากหนุ่มที่แข็งแรงที่สุดในฝูง หาปลามาเก็บไว้ที่ตัวเองไม่ยอมแบ่งให้ใคร

ปลาที่มันหามาได้มากมาย กองเป็นเหมือนภูเขาลูกเล็ก ๆ แล้วมันก็นอนเฝ้าไว้ไม่ให้ใครมาแย่ง

นากตัวอื่น ๆ ในฝูงต่างมาอ้อนวอนขอแบ่งปลาจากมัน 

เพราะมันจับปลาในแม่น้ำไปจนหมด ไม่เหลือให้นากตัวอื่น ๆ ได้จับเลย

แต่นากหนุ่มก็ไม่ยอมแบ่งปลาให้ใคร 

มันหวงแหนปลาของมันมาก จนเต็มไปด้วยความเครียดและหวาดระแวง คอยเฝ้าปลาไว้และทำร้ายนากทุกตัวที่คิดจะเข้ามาแย่ง

เมื่อนากตัวอื่น ๆ ไม่สามารถหาปลากิน จึงปรึกษากันหางทางออก 

จนสรุปได้ว่าจะแบ่งกันเป็นทีม ผลัดกันเข้ามาขโมยปลาของนากหนุ่ม

ทีมเอเข้ามาล่อหลอกนากหนุ่ม เพื่อให้ทีมบีแอบไปขโมยปลา จนได้ปลามาบางส่วนแล้วแบ่งกันกินในฝูง

นากหนุ่มโมโหมากที่ถูกขโมยปลาไป มันแค้นจัดถึงกับไม่ยอมกินไม่ยอมนอนเพื่อจะเฝ้ากองปลาของตัวเองไว้

มันทุกทรมานจากการไม่ได้นอนจน

ร่างกายของมันอ่อนล้าและอิดโรย แต่ความหวงแหนในใจทำให้มันไม่อาจนอนหลับได้

มันจะขู่คำรามเสียงดังและวิ่งเข้าทำร้ายนากที่จะเข้ามาขโมยปลาของมันทุกครั้ง

แต่หลังจากที่ไม่กินไม่นอนติดต่อกันหลายวัน ในที่สุดมันก็หมดสติไป

ผ่านไปสองวัน

เมื่อมันลืมตาตื่นขึ้นมา ภาพเบื้องหน้าที่มันเห็นคือความว่างเปล่า

กองปลาที่มันหวงแหนนักหนา หายไปจนหมด

มันนั่งมองภาพนั้นด้วยความแปลกใจ

แปลกใจที่มันไม่ทุกข์อย่างที่มันคิด

แปลกใจที่การได้นอนหลับสนิททำให้มันสดชื่นและมีความสุขมากกว่าการเฝ้ากองปลานั้นไว้

บางทีอาจเป็นเพราะเสียงที่มันได้ยินก่อนจะตื่นขึ้นมา

เมื่อมันมองไปรอบ ๆ ก็ได้เห็นปลาตัวหนึ่งนอนดิ้นกระแด่ว ๆ อยู่บนพื้น

คงเป็นปลาที่เจ้าของเสียงนั้นจับมาให้มัน

มันหยิบปลาตัวนั้นมากินด้วยความหิว และรู้สึกว่าเป็นปลาที่อร่อยมาก 

มันเพิ่งสังเกตว่าปลาแค่ตัวเดียวก็ทำให้อิ่มได้ แล้วจึงเดินออกไปที่ริมแม่น้ำ

ที่นั่นมีนากตัวอื่น ๆ กำลังจับปลากิน 

แสดงว่าแค่ปล่อยทิ้งไว้ แม่น้ำก็จะพาปลามาเอง

นากบางตัวที่กินอิ่มแล้วก็เล่นกันอยู่ริมน้ำอย่างสนุกสนาน

มันมองภาพเหล่านั้นด้วยใจที่คลายลง ปล่อยวางความหวงแหนที่เคยมี ทำให้มันมองเห็นรายละเอียดรอบตัวมากขึ้น

เมื่อเหลือบมองขึ้นไปด้านบนก็เห็นแสงอาทิตย์ลอดผ่านใบไม้ลงมา สะท้อนบนผิวน้ำที่ไหลเอื่อย เคล้าไปกับเสียงน้ำไหล

ความอิ่มและแสงแดดอุ่นทำให้มันง่วงนอนอีกครั้ง

และทำให้มันนึกถึงคำพูดของนากปริศนาที่พูดทิ้งไว้ตอนนำปลามาให้มันก่อนที่มันจะตื่น

"แม่น้ำนี้มีปลามากพอสำหรับนากทุกตัว แต่กลับมีปลาไม่พอสำหรับนากเห็นแก่ตัวแค่ตัวเดียว"

วันศุกร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2568

เต่านากับปลาหางนกยูง

"ตราบที่เรายังคิดถึงกัน ความรักนั้นก็ยังคงอยู่"

เต่านานึกถึงคำพูดที่ปลาหางนกยูงคู่รักพูดทิ้งไว้ก่อนตาย

คำพูดที่เป็นกำลังใจให้มันมีชีวิตเรือยมา

นานมากแล้วนับแต่วันที่ปลาหางนกยูงจากเต่านาไป

ในตอนนั้นเต่านายังเป็นเต่านาหนุ่มที่เต็มไปด้วยพลังชีวิต

การได้เจอปลาหางนกยูงสาวสวยก็เหมือนได้โลกอีกใบมาเติมเต็มกันและกัน

ตั้งแต่แรกพบ เต่านาก็ไม่อาจละสายตาจากปลาหางนกยูงสาวได้เลย

ความพริ้วไหวของปลาหางนกยูงยามแหวกว่ายในลำธาร

แววตาที่สดใสยิ่งกว่าสายน้ำ

บทสนทนาที่เปี่ยมชีวิตชีวา

ทุกครั้งที่เต่านาหนุ่มได้คุยกับปลาหางนกยูงสาว

เขารู้สึกราวกับว่าโลกมลายหายไป

มีเพียงเขาและปลาหางนกยูงสาวที่ล่องลอยอยู่ในห้วงที่ไร้กาล

ทั้งคู่ใช้ชีวิตเคียงคู่กันอย่างมีความสุข เป็นคู่รักที่แปลกใหม่ในสารธารนี้

2 ปีผันผ่าน

ในที่สุดก็มาถึงบั้นปลายอายุขัยของปลาหางนกยูง

แม้อยู่ในวาระสุดท้าย ปลาหางนกยูงสาวก็ยังห่วงใยเต่านาหนุ่ม

"ถ้าหนูไม่ได้เจอพี่ หนูก็คงใช้ชีวิตเหมือนปลาหางนกยูงทั่ว ๆ ไป

แต่การได้เจอพี่ ทำให้หนูได้เห็นมุมมองใหม่ ๆ เป็นชีวิตที่สนุกและมีความสุขเหลือเกิน"

ปลาหางนกยูงพูดในขณะที่มองหยดน้ำตาที่ไหลออกมาจากสองตาของเต่านาหนุ่่ม

"ขอบคุณนะคะ" ปลาหางนกยูงพูดด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น

เต่านาหนุ่มมีถ้อยคำมากมายในใจ แต่มีเพียงเสียงสะอื้นไห้ที่เปล่งออกมา

ปลาหางนกยูงสาวมองไปที่หัวใจของเต่านาหนุ่ม แล้วถามว่า

"ตรงนั้นมีหนูอยู่ใช่มั้ยคะ"

เต่านาหนุ่มพยักหน้าทั้งน้ำตา

ปลาหางนกยูงสาวยิ้มอย่างอ่อนโยนก่อนจะพูดว่า

"ตราบที่เรายังคิดถึงกัน ความรักของเราจะอยู่ตรงนั้นเสมอนะคะ"

สิ้นคำพูด ปลาหางนกยูงสาวก็หมดลมหายใจ และไหลไปตามลำน้ำ

ทิ้งให้เต่านาหนุ่มร้องไห้ปานจะขาดใจ

เมื่อหมดสิ้นเรี่ยวแรงจะร้องไห้ต่อไป เต่านาหนุ่มก็มองไปที่ลำธาร

ภาพของปลาหางนกยูงสาวก็ปรากฏขึ้นมา แม้จะเลือนลาง

แต่ก็เพียงพอให้แววตาที่เปื้อนน้ำตานั้นมีรอยยิ้มออกมา

วันศุกร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2568

ค่างแว่นถิ่นใต้

 ค่างแว่นถิ่นใต้หนุ่มตัวหนึ่งกำลังตัดสินใจจะออกจากฝูง

มันนั่งมองหลังของค่างแว่นถิ่นใต้อีกตัวที่มีรอยแผลเป็นใหญ่กลางหลัง

หลายปีก่อนตอนที่มันยังเป็นเด็ก มันมักจะเล่นซนกับเพื่อน ๆ ในฝูง 

ปีนป่ายและวิ่งเล่นอยู่บนยอดไม้ เด็ดใบไม้และเมล็ดพืชกิน

ตกกลางคืนก็กลับมานอนกับแม่บนยอดไม้ต้นประจำ

เป็นชีวิตที่มีความสุขและสนุกสนานตามประสาค่าง

แต่วันหนึ่งที่มันและเพื่อน ๆ ปีนยอดไม้เล่นกันตามปกติ

เสือดาวตัวเต็มวัยก็ย่องเข้ามาที่ต้นไม้ที่มันและเพื่อน ๆ อยู่

พวกมันตกใจมาก จนไม่ได้ยินค่างแว่นถิ่นใต้ที่เป็นจ่าฝูงส่งเสียงร้องเตือน

ที่โคนต้นไม้เสือดาวทำท่าจะปีนขึ้นมาจับค่างบนต้นไม้กิน

มันและเพื่อน ๆ ยิ่งตกใจจนสติกระเจิง

เพื่อนมันถึงกับกระโดดลงมาจากต้นไม้

จึงเข้าทางเสือดาวที่หลอกว่าจะปีนขึ้นไปจับ เพื่อให้ค่างกระโดดลงมา แล้วคอยตะครุบที่ด้านล่าง

มันเห็นเพื่อนจะโดนเสือดาวจับจึงรีบเข้าไปช่วยผลักเพื่อนมันออกไป

เพื่อนมันกระเด็นไปไม่ไกลแต่ก็รีบปีนขึ้นต้นไม้หนี

ส่วนตัวมันล้มลงอยู่หน้าเสือดาวที่จะเข้ามาขย้ำ

มันเห็นว่าคงไม่รอดแล้วก็หลับตายอมรับชะตากรรม

หลังจากนั้นมันได้ยินเสียงของแข็งเฉือนผ่านเนื้อ แล้วตัวมันก็ลอยขึ้นไป 

มีเสียงของเสือดาวร้องคำรามอยู่ไกล ๆ

พอมันลืมตาขึ้นมาก็พบว่าตัวเองอยู่บนยอดไม้

ในอ้อมกอดของค่างแว่นถิ่นใต้ที่เป็นจ่าฝูง

ค่างฯ จ่าฝูงถามว่ามันบาดเจ็บตรงไหนมั้ย

มันสำรวจดูตัวเองไม่พบร่องรอยบาดแผลใด ๆ 

แต่กลับเห็นเลือดกองใหญ่บนกิ่งไม้

พอมันไล่สายตาตามไปดูก็เห็นว่าเลือดนั่นไหลมาจากแผลที่กลางหลังของค่างฯ จ่าฝูง

เป็นรอยแผลที่เกิดจากกงเล็บของเสือดาว นี่คือที่มาของเสียงที่มันได้ยิน

มันหน้าซีดตัวสั่นไม่กล้ามองหน้าของค่างฯ จ่าฝูง

แต่ค่างฯ จ่าฝูงก็ปลอบมันว่าไม่เป็นไร แล้วอุ้มพามันไปหาแม่

หลังจากนั้นค่างฯ จ่าฝูงก็หลบไปพักรักษาตัว โดยมีสมาชิกในฝูงช่วยกันดูแล

โชคดีที่แผลไม่ลึกมากเพราะค่างฯ จ่าฝูงเอี้ยวตัวหลบได้ดี จึงโดนแค่ปลายกงเล็บของเสือดาว

มันที่เป็นต้นเหตุให้ค่างฯ จ่าฝูงบาดเจ็บก็เฝ้าอยู่ใกล้ ๆ 

จนค่างฯ จ่าฝูงเรียกมันเข้าไปหาแล้วบอกว่า

"ไม่ต้องเป็นห่วงนะ อะไรก็ตามที่ฆ่าเราไม่ตายจะทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น"

หลังจากนั้นค่างฯ จ่าฝูงก็ค่อย ๆ กลับมาเคลื่อนไหวและปีนต้นไม้ได้อย่างเคย

แต่มีความระแวดระวังมากขึ้น คอยดูแลฝูงเป็นอย่างดีจนไม่มีใครตกเป็นเหยื่อของเสือดาวเลย

ส่วนตัวมันเองจากค่างฯ น้อยในวันนั้นก็เรียนรู้และเติบโตขึ้น 

เป็นค่างฯ หนุ่มที่คล่องแคล่วและรัดกุมช่วยค่างฯ จ่าฝูงดูแลเพื่อน ๆ สมาชิกได้อย่างดี

โดยยึดเอาเหตุการณ์ในครั้งนั้นและคำสอนของค่างฯ จ่าฝูงไว้คอยเตือนใจอยู่เสมอ

เพื่อใช้ดูแลฝูงใหม่ที่มันจะออกไปดูแลหลังจากนี้


วันศุกร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2567

กวางผาขี้กลัว

 ตอนเช้าตรู่ขณะที่แสงอาทิตย์ยังทาทับไม่ทั่วฟ้า 

มีกวางผาหนุ่มตัวหนึ่งกระโดดไปตามหน้าผาหินที่สูงจากระดับน้ำทะเลมากกว่า 2,000 เมตร

เป็นความชันที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นใดวิ่งขึ้นไปได้

แต่มันกระโดดขึ้นไปได้อย่างคล่องแคล่วจนมาถึงยอดสุดของหน้าผา

ณ ที่แห่งนี้นอกจากท้องฟ้า ก็ไม่มีสิ่งใดที่สูงกว่าจุดที่มันยืนอีกแล้ว

มันก้มมองวิวสุดสายตาเบื้องหน้า แล้วหวนนึกถึงช่วงเวลาในอดีต ที่มันไม่เคยคิดว่าจะได้มายืนตรงนี้

ในตอนเด็กมันเป็นกวางผาน้อยขี้กลัวที่มักโดนพ่อดุอยู่เป็นประจำ

มันที่เกิดมาเป็นกวางผาแต่กลับกลัวความสูง นับเป็นอุปสรรคที่ใหญ่มาก

ทุกครั้งที่มันต้องกระโดดไปบนหน้าผาหินที่สูงชัน มันทำได้แต่ยืนขาสั่นอยู่ตรงนั้น

ไม่ว่าจะทำอย่างไรมันก็ไม่สามารถกระโดดขึ้นไปอีกได้

พ่อมันใช้ทุกวิธีในการสอน ทั้งไม่อ่อนไม้แข็ง แต่ก็ไม่เป็นผล

มันได้แต่หลับตาแล้วตะโกนว่า "กลัว" ซ้ำ ๆ อยู่อย่างนั้น

จนทำให้พ่อมันสงสัยและกระโดดขึ้นไปหามัน

เพื่อจะถามว่าความกลัวอยู่ตรงไหน หน้าตาเป็นอย่างไร

พ่อมันมายืนข้าง ๆ มันด้วยความสงบ แต่มันก็ยังคงหลับตาปี๋

"ความกลัวมันเป็นยังไง" พ่อถาม

"ผมไม่รู้ แต่ผมกลัว" ลูกตอบ

"งั้นพอกลัวแล้วเป็นยังไง" พ่อถามต่อ

"ผมขยับไม่ได้"

"ทำไมขยับไม่ได้"

"ขามันสั่น"

"แล้วใจเป็นยังไง"

"ใจก็สั่น"

"ลมหายใจเป็นยังไง"

"หายใจไม่ค่อยออกครับ"

พ่อมันเอาหน้าผากมาแตะมัน

"ดีขึ้นมั้ย"

สัมผัสของพ่อทำให้มันมีสติและมองเห็นตัวเองมากขึ้น

"ครับ" มันตอบ

"หายใจเข้าออกช้า ๆ" พ่อพูดต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแต่อ่อนโยน

ลูกทำตามที่พ่อบอก จังหวะหายใจก็ค่อย ๆ ดีขึ้น

"ลองลืมตาดูสิ"

มันค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาก็เห็นใบหน้าพ่อที่มองมันด้วยความห่วงใย ทำให้มันผ่อนคลายลง

"ลองดูสิว่าขายังสั่นอยู่มั้ย"

มันก้มมองดูขาตัวเองที่ไม่ค่อยสั่นแล้ว

"ตอนนี้ไม่สั่นแล้วครับ"

"ลองขยับขาดูสิ"

มันลองขยับขาตามที่พ่อบอกก็ขยับได้ดีขึ้น

พ่อให้มันมาดูกายใจเพื่อให้เห็นความกลัว

พอมันเห็นความกลัวก็หายไป

นี่เป็นครั้งแรกที่มันยืนบนหน้าผาแล้วกล้าลืมตามองรอบ ๆ 

มันเป็นวิวที่สวยงาม ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดเลย

หลังจากวันนั้นมันก็ค่อย ๆ กระโดดตามพ่อขึ้นไปยังยอดภูเขาหินปูนลูกนี้ได้

จนถึงวันที่มันเป็นกวางผาหนุ่มมันจึงแยกออกมาอยู่ตามลำพัง

และทุกครั้งที่มันขึ้นมามองวิวสุดสายตานี้ มันก็จะนึกถึงคำสอนของพ่อ

ซึ่งมันก็หวังว่าจะได้ส่งต่อคำสอนนี้ให้ลูกมันต่อไป

...แต่ตอนนี้ต้องหาแม่ของลูกให้ได้ก่อน

วันศุกร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2567

หิ่งห้อยคอยรัก

 หิ่งห้อยเอ็ม เกาะอยู่ที่ใบไม้ พยายามเปล่งแสงออกมาจากส่วนท้องด้านล่าง แต่ก็ไม่มีแสงออกมา

มันทำอย่างนั้นอยู่นานเป็นชั่วโมงก็ไม่มีอะไรดีขึ้น

นี่เป็นวันแรกที่มันออกมาจากดักแด้ และอาจเป็นวันสุดท้ายสำหรับมัน

เพราะหิ่งห้อยที่ไม่สามารถส่องแสงออกมาได้ก็จะไม่มีคู่ผสมพันธุ์ และต้องตายอย่างโดดเดี่ยว

สุดท้ายมันตัดสินใจบินลงมาที่ริมหนองน้ำแล้วค่อย ๆ เดินไปที่น้ำ

ในขณะเดียวกันนั้นเองที่ หิ่งห้อยเอ บินผ่านมาเห็น จึงรีบบินเข้าไปหามัน

ถามไถ่จนได้ความว่าหิ่งห้อยเอ็มเปล่งแสงออกมาไม่ได้จึงท้อใจ

หิ่งห้อยเอจึงบอกว่า

"พวกเราเป็นหนอนอยู่ในดินตั้งหลายเดือนกว่าจะมาเป็นหิ่งห้อยตัวเต็มวัยอย่างนี้

และเราก็มีอายุขัยเพียงแค่ 21 วัน  

นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาท้อแท้ แต่เป็นเวลาที่พวกเราควรเปล่งประกายที่สุด

เพื่อตามหารักแท้ครั้งเดียวในชีวิตของเรา"

หิ่งห้อยเอ็มได้ฟังถึงกับน้ำตาคลอ

หลังจากนั้นหิ่งห้อยเอก็พยายามให้กำลังใจ พูดปลุกเร้าต่าง ๆ นานา

จนหิ่งห้อยเอ็มมีใจจะลองเปล่งแสงอีกครั้ง

หิ่งห้อยเออธิบายให้หิ่งห้อยเอ็มฟังว่า

"การเปล่งแสงนั้นสัมพันธ์กับลมหายใจ

จงหาลมหายใจให้เจอ แล้วอยู่กับลมหายใจ จนเป็นหนึ่งเดียวกัน

เมื่อนั้นแสงจะเปล่งออกมา"

หิ่งห้อยเอ็มพยายามหายใจเข้าออกอยู่นาน

จนเริ่มเป็นหนึ่งเดียวกับลมหายใจ

ในที่สุดก็มีแสงส่องออกมาจากท้องของมัน

มันดีใจมากบินตีลังกาเป็นลายกนกอยู่สามรอบ

ก่อนจะร่อนลงมาจอดอยู่หน้าหิ่งห้อยเอ

หิ่งห้อยเอพูดกับมันว่า

"ดีมาก คราวนี้สิ่งที่ยากกว่าคือการเปล่งแสงกะพริบเป็นจังหวะ

เพราะจังหวะกะพริบของแสงที่หิ่งห้อยเปล่งออกมา เป็นภาษาที่หิ่งห้อยแต่ละชนิดใช้ตามหาคู่รัก

เราจะตามหารักแท้ของเราเจอมั้ย ก็อยู่ที่ว่าจังหวะของเราตรงกันรึเปล่า"

หิ่งห้อยเอ็มทดลองกระพริบแสงเป็นจังหวะต่าง ๆ แต่ก็ยังไม่ใช่

บางจังหวะก็เป็นคำด่า บางจังหวะก็ก้าวร้าวดุดันไป

หิ่งห้อยเอจึงบอกว่า

"ให้ลองนึกถึงภาพความรักที่เราต้องการแล้วค่อยกะพริบแสง"

คราวนี้แสงที่มันกะพริบเป็นคำที่อ่อนหวานน่ารักแบ้ว ๆ

ไม่นานก็มีหิ่งห้อยสาวน้อยกะพริบแสงตอบกลับมาในจังหวะที่ช้ากว่านิดนึง

เป็นความหมายว่าตกลงปลงใจกันไปสร้างครอบครัวเล็ก ๆ วางไข่สัก 150 ฟอง

แล้วทั้งสองตัวก็บินเคียงคู่กันเข้าไปในความมืด

ส่วนหิ่งห้อยเอก็คอยดูแลเพื่อน ๆ น้อง ๆ ให้หาคู่กันได้จนหมด แล้วจึงบินไปหาหิ่งห้อยสาวที่นัดกันไว้ตั้งแต่แรก

เพราะทันทีที่มันกะพริบแสงหาคู่สำเร็จ มันก็บอกหิ่งห้อยสาวว่าจะช่วยเพื่อน ๆ น้อง ๆ หาคู่ให้หมดก่อน

แล้วถึงจะไปสร้างครอบครัวกับหิ่งห้อยสาว และหิ่งห้อยสาวก็ตอบตกลง

มันดีใจและเข้าใจในตอนนั้นเองว่า

ความรักที่มีจังหวะตรงกัน เป็นความรักที่ประกอบด้วยความเข้าใจ และอบอุ่นหัวใจเช่นนี้เอง

วันศุกร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2567

วาฬ 52Hz

 ณ จุดบรรจบของผืนฟ้าและมหาสมุทร มี "วาฬสีน้ำเงิน" ตัวหนึ่งล่องลอยอยู่ใต้ผิวน้ำนั้น

มันเป็นวาฬที่ส่งคลื่นเสียงที่สูงเกินกว่าวาฬตัวอื่นจะได้ยิน เลยไม่มีเสียงตอบรับจากวาฬตัวใดกลับมา ทำให้มันต้องว่ายน้ำเพียงลำพังมาเนิ่นนาน

นับตั้งแต่วันที่มันโตพอจะหากินได้ด้วยตัวเอง มันได้ออกหากินไปไกลขึ้นเรื่อย ๆ จนพลัดหลงจากแม่ของมัน 

ทันทีที่มันรู้ตัว มันรีบว่ายตามหาแม่ของมันอย่างสุดชีวิต

ผ่านกลางวันและกลางคืนนับร้อยนับพันครั้ง

มันไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหนในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่นี้ และไม่รู้ว่าแม่ของมันอยู่ตรงไหนเช่นกัน

ความโดดเดี่ยวท่ามกลางผืนน้ำสีน้ำเงินได้เข้าโอบล้อมมัน แต่มันก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องว่ายน้ำต่อไป

จากความกลัวกลายเป็นความเคยชิน

จากความโดดเดี่ยวกลายเป็นความธรรมดา

มันเริ่มรับรู้ได้ถึงความอุ่นและเย็นของกระแสน้ำ

ได้พบเจอสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ รอบตัว ผ่านการล่องลอยที่เนิบช้า

เวลาที่ผันผ่านกลับกลายเป็นเพื่อนเพียงหนึ่งเดียวของมันที่ไม่เคยจากไปไหน

เพราะความกลัวเมื่อถึงที่สุดก็จะจากมันไป

ไม่ต่างกับความเหงาพอถึงที่สุดก็จากมันไปเช่นกัน

เหลือเพียงเวลาในลมหายใจที่ยังคงอยู่เป็นเพื่อนมันเสมอ

ทำให้มันไม่รู้สึกกลัวอีกแล้ว และไม่เหงาอีกเลย

เพียงแค่เลื่อนไหลไปในสายน้ำแห่งกาลเวลา และอยู่กับความธรรมดาของทุกวันอย่างอิ่มเอม